ว่านมหาหงส์ ( Butterfly lily ) สมุนไพร ไม้มงคล สรรพคุณรักษาโรคไต เป็นอายุวัฒนะ เพิ่มกำลัง แก้กระษัย ช่วยขับลม กระตุ้นน้ำย่อย แก้ลมชัก แก้ท้องอืด รักษาแผลฟกช้ำ ประโยชน์มีอะไรบ้าง

ว่านมหาหงส์ สมุนไพร สรรพคุณของมหาหงส์

มหาหงส์ ภาษาอังกฤษ เรียก Butterfly lily ชื่อวิทยาศาสตร์ของมหาหงส์ คือ Hedychium coronarium J.Koenig สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของว่านมหาหงส์ เช่น เลเป ลันเต ตาห่าน เหินแก้ว เหินคำ ว่านกระชายเห็น สะเลเต กระทายเหิน หางหงส์ ตาเหิน เฮวคำ เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยของว่านมหาหงส์ นิยมนำมาทำเป็นโลชั่นกันยุง นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางค์ ครีม โลชั่น โคโลน สบู่ ครีมอาบน้ำ น้ำหอม หรือโคลนหมักตัว หลายชนิด

ประโยชน์ของต้นมหาหงส์ คนภาคเหนือนิยมนำหน่ออ่อนมาลวกทานกับน้ำพริก ดอกว่านมหาหงส์นำมาบูชาพระ น้ำมันจากว่านมหาหงส์นำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลง เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอม ความหอมของดอกมหาหงส์ นิยมใช้เป็นส่วนผสมในครีม โลชัน โคโลญจน์ สบู่ ครีมอาบน้ำ หรือโคลนหมักตัว

ว่านมหาหงส์ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับ สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ดอกมหาหงส์มีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็นถึงมืด ปัจจุบันพบว่ามีการนำพันธุ์มหาหงส์เข้ามาปลูกกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นชนิดดอกสีขาว ดอกสีขาวตรงกลางเหลือง ดอกสีขาวตรงกลางแดง ดอกสีแดงอมสีชมพูจนถึงสีแดงเข้ม

ลักษณะของต้นว่านมหาหงส์

ต้นมหาหงส์ เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อายุหลายปี สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดรำไร ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ มักขึ้นตามพื้นที่ชื้นแฉะ เช่น ตามชายป่าใกล้ลำธาร ต้นมหาหงส์สามารถขยายพันธ์โดยการแยกเหง้า ลักษณะของว่านมหาหงส์ มีดังนี้

  • ลำต้นมหาหงส์ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้าเป็นสีนวลและมีกลิ่นเฉพาะตัว ลำต้นจะโผล่ออกมาเหนือพื้นดิน มีกาบใบซ้อนกันแน่น ลักษณะกลมสีเขียว
  • ใบมหาหงส์ ลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนผิวเกลี้ยง ก้านใบสั้นเป็นกาบห่อหุ้มลำต้น ลักษณะเป็นมัน เนื้อเยื่อบางสีขาว
  • ดอกมหาหงส์ ลักษณะดอกออกเป็นช่อ ออกดอกที่ปลายยอดของลำต้น ก้านช่อดอกยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ดอกมีใบมาก เรียงซ้อนกัน ใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม ผิวเกลี้ยง เป็นสีขาว
  • ผลมหาหงส์ ลักษณะผลเป็นผลแห้ง ผลกลม แตกออกได้เป็นพู

สรรพคุณของว่านมหาหงส์

สำหรับการใช้ประโยชน์จากมหาหงส์ ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรคนั้น เราใช้ประโยชน์จากเหง้าของมหาหงส์ ทั้งการนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย การตากแห้ง และ การใช้เหง้าสด สรรพคุณของว่านมหาหงส์ มีดังนี้

  • เหง้ามหาหงส์ตากแห้ง นำมาบดผสมน้ำผึ้งและปั้นเป็นยา สรรพคุณบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ แก้กษัย บำรุงไต
  • เหง้ามหาหงส์สด นำมาต้มหรือคั้นเอาน้ำมาดื่ม สรรพคุณแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย แก้ลมชัก รักษาแผลฟกช้ำ รักษาแผลบวม
  • เหง้ามหาหงส์ นำมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย จะได้ของเหลวใส สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุน มีสารสำคัญ คือ beta-pinene , borneol , d-limonene และ linalool นำเป็นโลชันกันยุงและเป็นส่วนผสมของน้ำหอม รวมถึงครีมต่างๆมากมาย

 

โทษของว่านมหาหงส์

สำหรับการใช้ประโยชน์จากว่านมหาหงส์ มีข้อควรระวังดังนี้

  • ว่านมหาหงส์นำมาตากแห้งและบดรับประทานนั้น กระบวนการระหว่างการตากแห้งอาจมีสิ่งสกปรกเจอปน และอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อโรคต่างๆตามมา ดังนั้นกระบวนการตากแห้งต้องควบคุมความสะอาดให้ดี

สะเดา Siamese neem tree พืชพื้นบ้าน สมุนไพร สรรพคุณช่วยดูแลช่องปาก ถ่ายพยาธิ รักษาโรคผิวหนัง ลดความดันโลหิต ลดไข้ ไล่แมลง ช่วยเจริญอาหาร โทษของสะเดาเป็นอย่างไร

สะเดา พืชพื้นบ้าน สรรพคุณสะเดา

ต้นสะเดา ภาษาอังกฤษ เรียก Siamese neem tree. ชื่อวิทยาศาสตร์ของสะเดา คือ Azadirachta indica A. Juss. Var. siamensis Veleton. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของสะเดา เช่น สะเลียม กะเดา จะตัง สะเดาบ้าน เดา กระเดา จะดัง จะตัง ผักสะเลม ลำต๋าว สะเรียม ตะหม่าเหมาะ ควินิน สะเดาอินเดีย ไม้เดา เป็นต้น สะเดาเป็นพืชท้องถิ่นในแถบประเทศพม่าและอินเดีย พบมากในป่าแล้งแถบประเทศปากีสถาน ศรีลังกา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย

ต้นสะเดาในประเทศไทย

คนไทยเชื่อว่าต้นสะเดาเป็นไม้มงคล เชื่อกันว่าหากปลูกสะเดาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านจะช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ กิ่งและใบของสะเดาช่วยป้องกันภูตผีปีศาจได้ ต้นสะเดาเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี

สารสกัดสะเดาจากเมล็ดและใบ สามารถใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด เช่น ด้วงเต๋า ตั๊กแตน เพลี้ยกระโดดสีเขียว เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว มอดข้าวโพดผีเสื้อกิน มอดแป้ง แมลงหวี่ขาวยาสูบ แมลงวันผลไม้ ใบส้ม หนอนกอ หนอนกอสีครีม หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนใยกะหล่ำ หนอนใยผัก เป็นต้น สารสกัดจากสะเดาชื่อ อาซาดิเรซติน ( Azadirachtin ) ใช้เป็นส่วนผสมทำยาฆ่าแมลง ฉีดในสวนผักผลไม้ได้โดยไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่เป็นอันตราย และไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ

ชนิดของสะเดา

สะเดาในประเทศไทยมี 3 ชนิดหลักๆ คือ สะเดาไทย(สะเดาบ้าน) สะเดาอินเดีย และ สะเดาช้าง ซึ่งรายละเอียด ดังนี้

  • สะเดาไทย หรือ สะเดาบ้าน มี 2 ชนิด คือ ชนิดขม และ ชนิดมัน ลักษณะของใบสะเดาชนิดนี้จะหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายของฟันเลื่อยทู่ โคนใบเบี้ยวแต่กว้างกว่า ปลายใบแหลม
  • สะเดาอินเดีย ลักษณะของสะเดาชนิดนี้ ขอบใบเป็นหยักคล้ายฟันเลื่อย ปลายของฟันเลื่อยแหลม ปลายใบมีลักษณะแหลมเรียวแคบมาก ส่วนโคนใบเบี้ยว
  • สะเดาช้าง หรือ สะเดาเทียม สะเดาชนิดนี้ลักษณะขอบใบจะเรียบ ปลายใบเป็นติ่งแหลม ขนาดของใบใหญ่ และผลใหญ่

ลักษณะของต้นสะเดา

ต้นสะเดา เป็นไม้ยืนต้น ความสูงประมาณ 7 เมตร เนื้อไม้ มีสีแดงเข้มปนน้ำตาล เสี้ยนค่อนข้างสับสนเป็นริ้วๆ แคบ เนื้อหยาบเป็นมัน เลื่อม แข็งทนทาน แกนมีสีน้ำตาลแดง ลักษณะของต้นสะเดา มีดังนี้

  • ลำต้นสะเดา เป็นพันธุ์ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบตลอดปี เปลือกไม้ค่อนข้างหนาแตกเป็นร่องตื้นๆ หรือเป็นสะเก็ดยาวๆ เยื้องสลับกัน สีน้ำตาลเทา เปลือกของกิ่งค่อนข้างเรียบ
  • ใบสะเดา ลักษณะใบ ขอบใบจะหยักเล็กน้อย สีเขียวเข้ม
  • ดอกสะเดา ลักษณะดอก ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว กลิ่นหอมอ่อนๆ
  • ผลและเมล็ดสะเดา ลักษณะคล้ายผลองุ่น ผลสุกสีเหลืองอมเขียว ลักษณะกลมรี รสหวานเล็กน้อย เมล็ดมีผิวค่อนข้างเรียบ ลักษณะกลมรี

การปลูกสะเดา สามารถปลูกได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และก่อนปลูกควรไถพรวนแปลงอีกรอบ และตากดินนาน 3-5 วัน วิธีการปลูก เตรียมต้นกล้าสำหรับปลูกที่มีอายุ 3-5 เดือน และมีความสูงประมาณ 20 เซ็นติเมตร จากนั้นนำลงแปลงปลูก ขุดหลุมในระยะระหว่างหลุมประมาณ 3 เมตร ควรให้ขนานกับแนวของดวงอาทิตย์ในทิศตะวันออก-ตะวันตก เพื่อให้ต้นสะเดาสามารถรับแสงได้อย่างทั่วถึง

คุณค่าทางโภชนาการของสะเดา

สำหรับการรับประทานสะเดาเป็นอาหาร นิยมรับประทานยอดสะเดาเป็นอาหาร ซึ่งนักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางอาหารของยอดสะเดา ขนาด 100 กรัม ให้พลังงานมากถึง 76 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย น้ำ 77.9 กรัม แคลเซี่ยม 354 มิลลิกรัม โปรตีน 5.4 กรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 12.5 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม กากใยอาหาร 2.2 กรัม ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 194 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.06 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 3611 ไมโครกรัม วิตามินบีสอง 0.07 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ในสะเดาพบว่ามีสารสำคัญที่มีประโยชน์ เช่น ใบสะเดามี quercetin และสารพวก limonoid ได้แก่ nimbolide และ nimbic acid ในเมล็ดสะเดามี Azadirachtin ประมาณ 0.4-1% ในเปลือกต้นสะเดามีสาร nimbin และ desacetylnimbin

สรรพคุณทางสมุนไพรของสะเดา

สำหรับการใช้ประโยชน์จากสะเดา ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น ยอดอ่อน ขนอ่อน เปลือกต้น ก้ายใบ กระพี้ ยาง แก่น ราก ใบ ผล เมล็ด ซึ่งรายละเอียดสรรพคุณของสะเดา มีดังนี้

  • ดอกสะเดาและยอดอ่อนสะเดา สามารถใช้ แก้พิษโลหิต หยุดเลือดกำเดา รักษาริดสีดวงในลำคอ บำรุงธาตุ ช่วยขับลม
  • ขนอ่อนสะเดา สามารถใช้ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ
  • เปลือกต้นสะเดา ใช้ลดไข้ ช่วยเจริญอาหาร แก้ท้องเดิน
  • ก้านใบสะเดา สามารถใช้ลดไข้ นำมาทำเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย
  • กระพี้ สามารถใช้รักษาถุงน้ำดีอักเสบ
  • ยางของต้นสะเดา ใช้ในการดับพิษร้อน
  • แก่นสะเดา รักษาอาการแก้อาเจียน ช่วยขับเสมหะ
  • รากสะเดา สามารถนำมาใช้รักษาโรคผิวหนัง ขับเสมหะ
  • ใบสะเดา และผลสะเดา สามารถใช้ทำเป็นยาฆ่าแมลง และบำรุงธาตุ
  • ผลของสะเดา จะมีรสขม นิยมนำมาใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เป็นยาระบาย รักษาโรคหัวใจเดินผิดปกติ
  • เปลือกของรากสะเดา จะมีรสฝาด ใช้ลดไข้ ทำให้อาเจียน และใช่รักษาโรคผิวหนัง
  • เมล็ดสะเดา สามารถนำมาสกัดน้ำมัน และสามารถใช้รักษาโรคผิวหนัง และทำเป็นยาฆ่าแมลง

โทษของสะเดา

สำหรับการใช้ประโยชน์ขากสะเดา มีข้อควรระวัง ดังนี้

  1. ห้ามบริโภคสะเดาในคนที่มีความดันต่ำ เนื่องจากสะเดามีฤทธ์ให้ความดันโลหิตต่ำลง
  2. สะเดา เป็น ยาเย็น มีรสขมอาจทำให้ท้องอืด เกิดลมในกระเพาะได้
  3. สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร การรับประทานสะเดาอาจทำให้เกิดการแท้งบุตรและทำให้ไม่มีน้ำนมได้
  4. สะเดาอาจเป็นอันตรายต่ออสุจิ รวมถึงลดโอกาสในการมีบุตรในทางอื่น ๆ ผู้ที่ต้องการมีบุตรจึงควรหลีกเลี่ยง
ถุงกระสอบ ถุงล้อลาก ถุงสายรุ้ง ถุงการ์ตูน
ขายถุงกระสอบ ถุงสายรุ้ง ย้ายหอ ย้ายบ้าน ต้องการถุงกระสอบ ถุงกระสอบราคาโรงงาน
ติดต่อ ทรัพย์ทวี Line Id : nongnlove