ภาวะฝีที่ตับ เป็นโรคอันตรายจากการเกิด ฝีที่ตับ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อของตับ สามารถเกิดได้กับทุกคน สาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยง การรักษาฝีในตับ และ การป้องกันการเกิดฝีในตับ

โรคฝีที่ตับ โรคฝีตับ โรคตับ โรคติดเชื้อ

โรคฝีในตับ ภาษาอังกฤษ เรียก Liver abscess เป็นภาวะการติดเชื้อที่ตับจนเกิดฝี ลักษณะ มีหนองขึ้นที่ตับ ฝีสามารถเกิดได้มากกว่าหนึ่งจุด การเกิดฝีที่ตับ นั้นอาจเกิดร่วมกับอวัยวะอื่นๆได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อโรค โรคนี้ไม่ใช่โรคที่พบได้ทั่วไป แต่สามารถเกิดได้กับ คนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ

สาเหตุของการเกิดฝีที่ตับ

การเกิดโรคฝีที่ตับ นั้นเกิดจากการติดเชื้อโรค ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อบิด หรือ เชื้อรา แต่สาเหตุของการเกิดฝีที่ตับนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มีอัตราสูงที่สุด พบว่า ร้อยละ 80 ของผุ้ป่วยเิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยพบว่า เชื้อโรคที่พบบ่อย คือ เชื้อแบคทีเรีย E. coli รองลงมา คือ แบคทีเรีย Klebsiella ในส่วนของการเกิดฝีที่ตับจากเชื้อบิด นั้นเป็นสาเหตุสำคัญของโรคบิด ที่เรียกว่า “ โรคบิดมีตัว ” พบร้อยละ 10 ของผู้ป่วยเกิดจากการติดเชื้อบอด และ การเกิดฝีที่ตับจากเชื้อรา พบว่ามีอัตราการเกิดจากเชื้อรา ร้อยละ 10 และมักเกิดจากเชื้อราของตับในกลุ่ม Candida มักจะพบว่าเป็นสาเหตุของการเกิดฝีที่ตับของ กลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และ โรคเอดส์

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดฝีที่ตับ

สำหรับโอกาสที่ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคฝีที่ตับ จะเป็นลักษณะของการอักเสบในช่องท้องอย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น การเกิดอุบัตติเหตุกระทบกระเทือนต่อตับ การถูกกระแทกอย่างรุนแรง การถูกแทงที่ท้อง รวมถึงการติดเชื้อโรค โดยสามารถสรุปสาเหตุปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค มีดังนี้

  • การเกิดภาวะอักเสบที่ช่องท้อง เช่น การเกิดโรคไส้ติ่ง การเกิดหนองในช่องท้อง เป็นต้น
  • การติดเชื้อโรคในกระแสเลือด จนเกิดการแพร่กระจายสู่ตับ
  • การเกิดโรคตับอ่อนอักเสบ ทำให้การทำงานของตับอ่อนแอ และ ติดเชื้อโรคได้ง่าย
  • การเกิดแผลในช่องท้อง ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • การอักเสบที่ระบบน้ำดี เช่น โรคถุงน้ำดีอักเสบ โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น
  • การเกิดภาวะภูมิต้านทานโรคต่ำ จะเกิดในคนที่มีอาการป่วย เช่น โรคมะเร็ง โรคมะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

อาการผู้ป่วนโรคฝีที่ตับ

สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคฝีที่ตับ นั้น จะมีไข้ และปวดท้องตอนบนด้านขาว และ พบมีอาการอื่นร่วมด้วย โดยมีอาการให้สังเกตุ ดังนี้

  • ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร
  • เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน
  • มีอาการอ่อนเพลีย
  • น้ำหนักลดลง และผอมลงมาก
  • มีอาการตัวเลหืองและตาเหลือง อาการจากระบบน้ำดี
  • มีอาการหนาวสั่น

การตรวจวินิจฉัยโรคฝีที่ตับ

สำหรับการวินิจฉัยโรคฝีที่ตับ นั้น แพทย์จะทำการซักประวัติต่างๆ เช่น อาการที่เกิดขึ้น ประวัติการเกิดโรคก่อนหน้านี้ ประวัติการเดินทาง ที่อยู่อาศัย จากนั้น ต้องทำการตรวจร่างกาย อย่างละเอียด ดูการทำงานของตับ การตรวจภาพของตับด้วยการทำอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์ทางคอมพิวเตอร์ และ ต้องดูดหนองที่ตับ เพื่อหาเชื้อโรคที่ติดเชื้อ รวมถึงตัดชิ้นเนื้อตับไปตรวจทางพยาธิวิทยา ด้วย

การรักษาโรคฝีที่ตับ

สำหรับการรักษาโรคฝีที่ตับ นั้นต้องทำการระบายหนองออกจากตับ รวมกับการให้ยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งการให้ยานั้นจะให้ทั้งทางการกินและ ให้ยาฆ่าเชื้อโรคผ่านทางหลอดเลือดดำด้วย นอกจากนั้นแล้ว จะทำการรักษาอาการอื่นๆ ที่เกิดรวม เช่น ให้ยาแก้ปวด ให้น้ำเกลือ เพื่อทดแทนสารอาหารที่เสียไป

โรคฝีที่ตับ นั้นจัดว่าเป็นที่มีความโรครุนแรงสูงแต่สามารถรักษาให้หายได้  โดยปัจจัยการรักษาอยู่ที่ สภาพร่างกายและจิตใจของผุ้ป่วยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคฝีที่ตับมีโอกาสเสียชีวิตได้เหมือนกัน โดยต้องระวัง การเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด และ การดื้อยา

การป้องกันการเกิดโรคฝีที่ตับ

สำหรับการป้องกันโรคฝีที่ตับ นั้นต้องเริ่มจากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการกระแทก ทำให้เกิดการติดเชื้อภายในช่องท้อง โดยข้อควรปฏิบัติในการป้องกันการเกิดโรคฝีที่ตับ มีดังนี้

  • ให้รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อโรค
  • การรับประทานอาหาร ให้ล้างมือให้สะอาดก่อนการรับประทานอาหาร รวมถึงหลังจากการเข้าห้องน้ำทุกครั้งด้วย
  • รักษาความสะอาดของอาหารที่จะรับประทาน เพื่อป้องกันโอกาสของการติดเชื้อโรค
  • ไม่รับประทานอาหารที่มีโอกาสมีเชื้อโรค เช่น อาหารสุกๆ ดิบๆ
  • การรับประทานยา ให้อยู่ในการสั่งยาของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเอง

ภาวะตับล้มเหลว หรือ ตับวาย ภาษาอังกฤษ เรียก Liver failure คือ ภาวะการไม่ทำงานของตับ จนทำให้อวัยวะต่างๆที่เกี่ยวกับตับมีความผิดปรกติ เช่น ระบบประสาทและสมอง ระบบเลือด ระบบน้ำเหลือง และทำให้เกิดโรคต่างๆมากมาย ลักษณะอาการ การรักษาและ การป้องกันทำอย่างไร

ตับวาย ตับหล้มเหลว โรคตับ กินยาพาราเกินขนาด

อวัยวะที่มีความสำคัญมากอวัยวะหนึ่งของร่างกาย คือ ตับ ภาษาอังกฤษ เรียก Liver คำนี้มาจากภาษากรีก คือ Hepar หน้าที่หลักของตับ คือ กำจัดของเสียออกจากร่างกายผ่านทางน้ำดี ช่วยให้เลือกแข็งตัว ช่วยสร้างฮอร์โมนบางชนิด เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลที่สำคัญของร่างกาย ช่วยควบคุมระดับความดันเลือดของช่องท้อง และสร้างภูมิต้านทานโรคของร่างกาย การเกิดตับวาย นั้นสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยอัตราการเกิดโรคเท่าๆกันทั้งในชายและหญิง สำหรับ ภาวะตับวาย สามารถแบ่งได้ เป็น 2 ลักษณะ ประกอบด้วย ตับวายแบบเฉียบพลัน และ ตับวายแบบเรื้อรัง โดยรายละเอียดมี ดังนี้

  • ตับวายแบบเฉียบพลัน ภาษาอังกฤษ เรียก Acute liver failure หรือ Fulminant hepatic failure มีคำย่อว่า FHF เป็นภาวะตับวายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ผู้ป่วยมักไม่เคยมีโรคตับมาก่อน และ ตับทำงานอย่างปกติก่อนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน อาการที่แสดงให้เห็นชัดเจน คือ มีอาการทางสมอง เช่น คลื่นไส้อาเจียน โดย ลักษณะของตับวายเฉียบพลันสามารถแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ตับวายเร็วร้าย และ ตับวายกึ่งเร็วร้าย
  • ตับวายเรื้อรัง ภาษาอังกฤษ เรียก Chronic liver failure คือ มีอาการผิดปรกติทางระบบประสาทและสมอง จากการทำงานผิดปรกติของตับ เช่น การดื่มสุราระยะเวลานาน ป่วยเป็นโรคตับอักเสบบี หรือ กินยาพาราเกินขนาด เป็นต้น ลักษณะอาการที่พบ จะ คลื่นไส้ นานเกิน 6 เดือน ซึ่งการรักษาอาการตับวายแบบเรื้อรัง นั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุ และ อาการ  ซึ่งระยะเวลาในการรักษาก็จะต่างกันออกไป

สาเหตุของการเกิดภาวะตับวาย

สำหรับโรคตับวาย สามารถสรุปสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตับวายได้ ดังนี้

  • เกิดจากการประสบอุบัตติเหตุ ทำให้เกิดการกระแทกอย่างรุนแรงที่ตับ ทำให้ตับสูญเสียการทำงานหรือเซลล์ตับบาดเจ็บ
  • เกิดจากเป็นโรคตับแข็ง
  • ภาวะพิษสุราเรื้อรัง
  • การติดเชื้อโรคที่ตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
  • ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น การกินเห็ดพิษ กินสมุนไพรบางชนิด
  • กินอาหารที่มีพิษต่อร่างกาย เช่น อาหารที่ปนเปื้อนโลหะหนุก เช่น ตะกั่ว ทองแดง
  • กินยาเกินขนาด เช่น ยาพาราเซตามอล
  • การเสพยาเสพติดเกินขนาด
  • เกิดจากป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ หรือ มะเร็งแพร่กระจายสู่ตับ

อาการของภาวะตับวาย

สำหรับโรคตับวาย นี้ จะมีอาการเกิดขึ้นจากความผิดปรกติของการทำงานของตับส่งผลต่อการทำงานของร่างกายส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะระบบสมอง อาการที่จะเกิดขึ้น คือ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลืองตาเหลือง หลังจากนั้นอาการจะรุนแรงมากขึ้น  โดยอาการจะมีลักษณะตามนี้

  • มีน้ำในท้อง เกิดจากความดันเลือกในช่องท้องสูง ทำให้มีน้ำซึมจากหลอดเลือดเข้าสู่ช่องท้อง
  • เลือดออกง่าย หรือ มีลอยจ้ำห้อเลือด มีจุดแดงเล็กๆคล้ายในไข้เลือดออก เนื่องจากการทำงานหลักของตับ อย่างการทำให้เลือดแข็งตัวไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีอาการทางสมอง เนื่องจากตับทำหน้าที่ขับสารพิษ แต่เมื่อการทำงานผิดปรกติ ทำให้พิษเข้าสู่สมองและพิษเข้าไปทำลายเซลล์สมองโดยตรง เกิดภาวะสมองบวมได้ โดยอาการเริ่มต้นจะ นอนไม่หลับ หลงลืมง่าย ตัด สินใจไม่ได้ กระสับกระส่าย สับสน ต่อจากนั้น จะซึมลง
  • มีอาการของ ไตวายเฉียบพลัน โดยไม่เคยมีโรคไตมาก่อนจากไตขาดเลือด สา เหตุจากความดันในระบบไหลเวียนโลหิตของช่องท้องสูงขึ้น เช่น บวมทั้งตัว โดย เฉพาะขาและเท้า ปัสสาวะน้อย หรือไม่มีปัสสาวะ สับสน ซึม ชัก และโคม่า
    หมดสติ โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด

การวินิจฉัยภาวะตับวาย

การวินิจฉัยนั้น แพทย์จะทำการซักประวัติ อาการ ประวัติการใช้ยา และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ที่อยู่อาศัย อาชีพ อาหาร น้ำดื่ม จากนั้นต้องทำการตรวจร่างกาย การตรวจเลือด เพื่อดูการทำงานของตับและไต ดูภูมิต้านทานโรค ทำการอัลตร้าซาวน์ ดูภาพของตับ และต้องตัดชิ้นเนื้อจากตับเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษาภาวะตับวาย

สำหรับการรักษาภาวะตับวาย นั้นต้องรักษาต้นเกตุของปัญหา คือ ตับไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้ โดยจะพยายามกำจัดสารพิษออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด รวมถึงการลดปริมาณสารพิษที่จะเข้าสู่ร่างกาย เช่น ลดอาหารประเภทโปรตีนเพื่อลดสารไนโตรเจน ซึ่งเป็นพิษต่อตับ เป็นต้น

การรักษาภาวะตับวาย จะต้องควบคุมอาหาร การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย รวมถึงต้องการป้องกันการเกิดเลือดออก
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับวาย ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ในรายที่ตับสูญเสียมาก ต้องรับการปลูกถ่ายตับ จะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตได้

ผลข้างเคียงที่เกิดจากการเกิดภาวะตับวาย

โรคตับวาย เป็นภาวะความผิดปรกติของร่างกานที่มีความรุนแรงสูง สามารถทำให้ตายได้ โดยผลข้างเคียงของการเกิดโรคตับวาย มีรายละเอียด ดังนี้

  • ระบบการแข็งตัวของเลือด ไม่ทำงาน ทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆอย่างรุนแรง
  • ทำให้ตัวเหลืองตาเหลือง
  • ทำให้ร่างกายตืดเชื้อง่าย เนื่องจากภาวะภูมิต้านทานโรคต่ำ
  • ทำให้สมองบวม
  • ทำให้มีน้ำในช่องท้องมากและจะเกิดการติดเชื้อตามมา

การป้องกันโรคตับวาย

สำหรับการป้องกันการเกิดภาวะตับวาย หรือ ภาวะตับล้มเหลวนั้น คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่จะทำให้เกิดการเป็นพิษต่อตับ โดยรายละเอียดดังนี้

  • ไม่กินยาเกินขนาด
  • ระวังเรื่องการรับประทานอาหาร ไม่ทานอาหารที่มีสารพิษเจือปน
  • ระวังการสัมผัสสารคัดหลั่งของคนที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ
  • ระวังเรื่องการใช้สารเคมีทุกชนิด โดยเฉพาะ ยาฆ่าหญ้า
  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้สะอาด
  • ไม่เสพยาเสพติด
  • เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี

โรคต่างๆแยกตามประเภทของโรค

โรคไม่ติดต่อ โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคไม่ติดต่อ


โรคติดต่อ โรคต่างๆ การรักษาโรค โรคระบาด
โรคติดต่อ


โรคติดเชื้อ การติดเชื้อ การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคติดเชื้อ

โรคตา โรคเกี่ยวกับการมองเห็น สายตาผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคตา

โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมน การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ

โรคระบบประสาท โรคต่างๆ โรคมีอะไรบ้าง การรักษาโรค
โรคระบบประสาท

โรคสมอง โรคเกี่ยวกับระบบความจำ โรคเกี่ยวกับสมอง สมองผิดปรกติ
โรคเกี่ยวกับสมอง

โรคในช่องปาก ความผิดปรกติใชช่องปาก โรคปาก การรักษาโรค
โรคในช่องปาก

โรคกระดูก โรคข้อ เกี่ยวกับข้อและกระดูก การรักษาโรค
โรคข้อและกระดูก

โรคระบบทางเดินอาหาร โรคในช่องท้อง โรคระบบย่อยอาหาร โรคระบบขับถ่าย
โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับการหายใจ โรคปอด โรคในช่องอก
โรคระบบทางเดินหายใจ

โรคไต โรคระบบกรองเลือด ระบบไตผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคไต

โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคต่างๆ
โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหูคอจมูก โรคหู โรคคอ โรคจมูก
โรค หู คอ จมูก

โรคติดต่อทางเพศ โรคติดเชื้อทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคจากเพศสัมพันธ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคผิวหนัง ความผิดปรกติของผิวหนัง การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคผิวหนัง
โรคเด็ก โรคของเด็ก โรคเกี่ยวกับเด็ก โรคสำหรับเด็ก
โรคเด็ก
โรคตับ โรคเกี่ยวกับตับ โรคในช่องท้อง โรคต่างๆ
โรคตับ