เลือดออกในวุ้นตา อาการตาขาวมีรอยแดง เหมือมมีเลือดคั่งในดวงตา เกิดจากเส้นเลือดที่ตาฉีก ทำให้การมองเห็นไม่ชัดแต่ไม่เจ็บดวงตา เลือดออกในวุ้นตาอันตรายหรือไม่ รักษาอย่างไร

เลือดออกในวุ้นตา โรคตา สายตาพร่ามัว โรคต่างๆ

เลือดออกในวุ้นตา ( Vitreous hemorrhage ) เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาฉีกขาด จากหลายสาเหตุ เช่น อุบัติเหตุ ทำให้เลือดคั่งอยู่ในวุ้นตา ทำให้ลักษณะเป็นสีแดงๆที่ตาขาว ทำให้เกิดอาการสายตาพร่ามัว แต่ไม่มีอาการเจ็บปวดดวงตา

สาเหตุที่ทำให้เลือดออกในน้ำวุ้นตา

สำหรับสาเหตุของรอยแดงลักษณะมีเลืิอดขังอยู่ที่ดวงตา เกิดจากสาเหตุหลายสาเหตุ โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากความผิดปรกติของดวงตาเอง และ ภาวะแทรกซ้อนของโรคที่ส่งผลต่อดวงตา สามารถสรุปสาเหตุของภาวะเลือดออกในวุ้นตา มีดังนี้

  1. ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือ เบาหวานขึ้นตา พบว่าเป็นสาเหตุหลักของอาการเลือดออกในวุ้นตา
  2. ภาวะจอตาขาด แต่ยังโดยไม่มีอาการหลุดลอก พบว่าร้อยละ 15 ของผู้ป่วยเลือดออกในวุ้นตามีสาเหตุมาจากจอตาขาดแต่ยังไม่หลุดลอก
  3. ภาวะขั้วประสาทตาและจานประสาทตาหลุด พบว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยเกิดจากขั้วประสาทตาและจานประสาทตาหลุด
  4. ภาวะจอตาหลุดลอก พบว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยมีเลือดออกที่วุ้นในตาเกิดจากจอตาหลุด

อาการของโรคเลือดออกในวุ้นตา

การแสดงอาการของผู้ป่วยโรคเลือดออกในวุ้นตา จะแสดงอาการที่ความผิดปรกติของการมองเห็น คือ สายตาพร่ามัวแต่ไม่มีอาการปวดดวงตา การมองเห็นเหมือนมีอะไรลอยไปมา เหมือนมองเห็นหยักไย่ หรือ มองเห็นเหมือนมีเงาเคลื่อนที่ หรือ เห็นเป็นเงาสีแดงเคลื่อนไปมา โดยอาการสายตาพร่ามัวมักจะเกิดตอนตื่นนอน อาการเลือดออกในวุ้นตาสามารถสรุปอาการโดยทั่วไป ได้ดังนี้

  • ลักษณะการมองเห็นพร่ามัวแต่ไม่มีอาการเจ็บปวดดวงตา อาการสายตามัวจะมากที่สุดตอนตื่นนอน และก็จะค่อยๆมองเห็นได้ดีขึ้น
  • การมองเห็นภาพผิดปรกติ เช่น เห็นภาพคนลอยไปลอยมา มองเห็นเหมือนหยักไย่ มองเห็นเป็นเงาเคลื่อนที่ เป็นต้น
  • หากมีอาการปวดที่ดวงตา เกิดขึ้นกับผู้ป่วยบางกรณีที่มีการแทรกซ้อนจากภาวะต้อหิน

อาการของโรคเลือดออกในวุ้นตา นอกจากอาการโดยตรง คือ การมองภาพพร่ามัวแล้ว ยังมีผลข้างเคียงจากการเกิดเลือดออกในวุ้นตาได้ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ภาวะ Hemosiderosis bulbi คือ อาการตาพล่ามั่ว ที่เกิดจากการเกาะตัวของธาตุเหล็กที่แก้วตา
  • ภาวะ Proliferative vitreo retinopathy คือ ภาวะพังผืดดึงรั้งจอตา อาจทำให้เกิดตาบอดได้
  • ภาวะ Ghost cell glaucoma คือ การเกิดต้อหิน เซลล์ที่มาจากเม็ดเลือดแดง ไหลย้อนเข้ามาในช่องที่อยู่ของวุ้นตา ทำให้เกิดการอุดตันในช่องด้านหน้าของลูกตา ส่งผลต่อความดันตา ทให้สูงขึ้นจนเกิดต้อหิน
  • ภาวะ Hemolytic glaucoma การที่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปอุดตันทางเดินของน้ำในตา

การรักษาโรคเลือดออกในวุ้นตา

สำหรับแนวทางการรักษาโรคเลือดออกในวุ้นตา การรักษาใชเการฉีดยา ผ่าตัด การทำเลเซอร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดโรคและลักษณะความรุนแรงของอาการ แต่โดยทั่วไปแล้วอาการเลือดในวุ้นตาจะค่อยๆถูกร่างกายดูดซึมและหายเองได้ แนวทางการรักษาที่จำเป็นต้องรักษา มีดังนี้

  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการจอตาหลุดลอก ต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดวุ้นตาและผ่าตัดแก้ไขจอตาให้เข้าที่ และ จะรักษาด้วยลเซอร์ เพื่อป้องกันมิให้เลือดออกซ้ำ
  • รักษาด้วยการฉีดยา Vascular endothelial growth factor เข้าไปในวุ้นตา เพื่อลดการเกิดหลอดเลือดเกิดใหม่
  • รักษาด้วยการฉีดยา Hyaluronidase เข้าไปในวุ้นตา เพื่อละลายเลือด

ป้องกันการโรคเลือดออกในวุ้นตา

สำหรับแนวทางการป้องกันอาการเลือดออกในวุ้นตา ต้องป้องกันสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค และ การหมั่นสังเกตุความผิดปรกติของดวงตา แนวทางการป้องกันเลือดออกในวุ้นตา มีรายละเอียดดังนี้

  • ไม่ขยี้ตาแรงๆ
  • ดูแลสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมที่ต้องกระแทกหรือมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัตติเหตุที่ดวงตา ต้องสวมเครื่องป้องกันดวงตา
  • ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี
  • ระมัดระวังการใช้ชีวิตประจำวัน ลดความเสี่ยงทั้งหมดที่มีโอกาสให้เกิดอุบัตติเหตุกับดวงตา

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ หรือ Covid-19 มีคำถามต่างๆมากมาย เช่น โควิท-19คืออะไร อาการโควิท การรักษาโควิท แนวทางการกักตัว 14 วัน เป็นต้น เรารวบรวมคำถามต่างๆ 15 คำถามสำหรับ Covid-19

covid-19 ไวรัสโคโรน่า โรคติดต่อ โรคระบาด

1. Covid-19 คืออะไร

COVID-19 คือ โรคติดต่อที่ระบบทางเดินหายใจจากเชื้อโคโรนาไวรัส SARS-CoV-2 พบการแพร่ของเชื้อครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของที่มีของเชื้อโรคได้ แต่สันนิษฐานว่ามาจากค้างคาว ซึ่งองค์การอนามัยโลก ( WHO ) ประกาศตั้งชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้ชื่อว่า ” โควิด-19 ” ( Covid-19 ) ย่อมาจาก “ coronavirus disease starting in 2019 ”

2. ไวรัสโคโรน่าการติดต่อคนสู่คนได้อย่างไร

การติดต่อของเชื้อไวรัสโคโรน่า เกิดจากการสัมผัสหรือสูดดมสารคัดหลั่งจากผู้ที่มีเชื้อโรค เช่น การพูดคุยในระยะใกล้ การอยู่ในพื้นที่ที่คนมี่เชื้อโรคตะโกน การสัมผัสหรือสูดดมละอองฝอยจากการไอจาม การรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารคัดหลั่งจากละอองฝอยสารคัดหลั่ง เป็นต้น

3. การใช้ชีวิตแบบปรกติมีความเสี่ยงการติดโควิทหรือไม่

เชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในละอองฝอย สามารถอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมอย่างปรกติ ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นเชื้อโรคได้ การใช้ชีวิตแบบปรกติ มีการเดินทางไปทำงาน ออกนอกบ้าน สื่อสารกับคนทั่วไปแบบปรกติ โดยไม่มีการใส่เครื่องป้องกัน มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง

4. ลักษณะของอาการโควิท-19 เป็นอย่างไรบ้าง

ผู้ติดเชื้อโควิทบางรายไม่แสดงอาการป่วย เนื่องจากมีร่างกายที่แข็งแรง แต่ถึงแม้ร่างกายไม่แสดงอาการแต่สามารถแพร่เชื้อได้ สำหรับการแสดงอาการของโรค คือ มีไข้สูง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เหนื่อยหอบ หายใจเร็ว เป็นต้น

5. Covid-19 รักษาได้หรือไม่ ถ้าติดเชื้อโคโรน่ารักษาอย่างไร

แนวทางการรักษาโควิท ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรค การรักษาใช้การรักษาประคับประครองตามอาการของโรค แต่ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานโรคและรักษาตัวเองได้ และสามารถหายได้เอง โอกาสในการรักษาหายมีมากกว่าการเสียชีวิต

6. ยารักษาโคโรน่ามีหรือยัง

ยังไม่มีการยืนยันว่ามียาใดสามารถรักษาโควิทได้โดยตรง แต่มีการใช้ยาบางชนิดที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักไวรัสลงปอด โดยใช้ยาฟาพิลาเวียร์ ( Favilavir ) แต่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยามาก หากไม่มีอาการหนัก แพทย์จะไม่เลือกใช้ยาชนิดนี้ในการรักษา

7. เชื้อไวรัสโคโรน่าสามารถอยู่ในสภาพปรกติได้นานเท่าใด

มีการศึกษาไวรัสโคโรน่า พบว่าไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวโลหะ แก้ว หรือพลาสติก ได้นานถึง 9 วัน หากอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส จะอยู่ได้อย่างน้อย 28 วัน แต่หาก 30 องศาเซลเซียส ขึ้นไป จะมีชีวิตอยู่ได้น้อยลง และสามารถทความร้อนได้มากถึง 70 องศาเซลเซียส เชื้อไวรัสตัวนี้จะตายเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป การใช้แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70-90% รวมทั้งสารลดแรงตึงผิวต่าง ๆ เช่น สบู่ ผงซักฟอก

8. แอลกอฮอล์สามารถฆ่าเชื้อโควิทได้หรือไม่

เอทิลแอลกอฮอล์หรือเจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70 – 90% สามารถทำลายโคโรนาไวรัสได้ นอกจากแอลกอฮอล์การล้างมือด้วยน้ำสะอาดและการถูสบู่อย่างถูกวิธี ก็สามารถทำลายไวรัสดควิทได้เหมือนกัน

9. การเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงโรคต้องทำอย่างไร

หากไม่จำเป็นต้องเดินทางในพื้นที่ที่มีเชื้อไวรัสแพร่ระบาด ควรพักการเดินทางก่อน แต่หากจำเป็นต้องป้องกันการติดเชื้อ ใส่เครื่องป้องกันต่างๆ เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และ เมื่อกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ให้อาบน้ำล้างตัว และ ล้างรองเท้า ซักผ้า และ ต้องกักตัว 14 วัน เพื่อดูอาการของตนเอง

10 การกักตัว 14 วัน ต้องทำอย่างไร

ต้องแยกตัวยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งคนเดียว ที่อยู่แยกจากคนในครอบครัว หากจำเป็นต้องสื่นสารให้ใช้โทรศัพท์ หรือ การสื่อสารในระยะไกลๆ ในระหว่างที่กักตัวห้ามออกมาจากพื้นที่กักตัว

11 พฤติกรรมใดเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิท

การอยู่ในพื้นที่แออัดที่ต้องใช้เสียงโดนการตะโกน เช่น สนามกีฬา สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สถานบันเทิง รถบริการสาธารณะ นอกจากนี้ พฤติกรรมต่างๆ เช่น การทักทายด้วยการสัมผัสหน้า หรือ ตัว การกอด การจูบ การหอมแก้ม การสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูก แคะหู ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น การใช้จานช้อนร่วมกัน เป็นต้น

12 หากสงสัยว่าติดเชื้อโควิทต้องทำอย่างไร

หากมีประวัติเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือ ใกล้ชิดกับบุคคลกลุ่มเสี่ยง และ มีอาการคือ มีไข้สูง ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลา แล้ว โทร. 1422 รถพยาบาลมารับถึงที่พัก

13 หน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้า ป้องกันโควิทได้หรือไม่

การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า สามารถช่วยป้องกันละอองฝอยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย หรือผู้ที่ต้องเข้าพื้นที่ชุมชนใส่หน้ากากอนามัย ส่วนหน้ากากผ้า สามารถซักแล้วใช้ซ้ำได้

คำแนะนำสำหรับหน้ากากอนามัย ควรใส่วันเดียวแล้วทิ้ง แต่หากไม่ได้ป่วย อาจใส่ซ้ำได้อีกวัน

14 สัตว์เลี้ยง หมา หรือ แมว สามารถแพร่เชื้อได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าสุนัขหรือแมว สามารถแพร่เชื้อโคโรนาไวรัสสู่คนได้

15 การจับธนบัตรมีความเสี่ยงติดเชื้อโควิทหรือไม่

ธนาบัตรอาจปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิท เมื่อสัมผัสธนาบัตร ควรล้างมือให้สะอาด หรือ เลือกการใช้เงินแบบิอื่น เช่น Wallet หรือ Mobile banking เป็นต้น


โรคต่างๆแยกตามประเภทของโรค
เราสามารถแบ่งโรคตามอาการที่เกิดระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบเลือดและหัวใจ ระบบฮอร์โมนร่างกาย เป็นต้น ความรู้ที่น่าสนใจสำหรับโรคต่างๆ เพื่อความรู้และเข้าใจขั้นพื้นฐาน
โรคไม่ติดต่อ โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคไม่ติดต่อ
โรคติดต่อ โรคต่างๆ การรักษาโรค โรคระบาด
โรคติดต่อ
โรคติดเชื้อ การติดเชื้อ การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคติดเชื้อ
โรคตา โรคเกี่ยวกับการมองเห็น สายตาผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคตา
โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมน การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคเกี่ยวกับฮอร์โมน
โรคระบบประสาท โรคต่างๆ โรคมีอะไรบ้าง การรักษาโรค
โรคระบบประสาท
โรคสมอง โรคเกี่ยวกับระบบความจำ โรคเกี่ยวกับสมอง สมองผิดปรกติ
โรคเกี่ยวกับสมอง
โรคในช่องปาก ความผิดปรกติใชช่องปาก โรคปาก การรักษาโรค
โรคในช่องปาก
โรคกระดูก โรคข้อ เกี่ยวกับข้อและกระดูก การรักษาโรค
โรคข้อและกระดูก
โรคตับ โรคเกี่ยวกับตับ โรคในช่องท้อง โรคต่างๆ
โรคเกี่ยวกับตับ
โรคระบบทางเดินอาหาร โรคในช่องท้อง โรคระบบย่อยอาหาร โรคระบบขับถ่าย
โรคระบบทางเดินอาหาร
โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับการหายใจ โรคปอด โรคในช่องอก
โรคระบบทางเดินหายใจ
โรคไต โรคระบบกรองเลือด ระบบไตผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคไต
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคต่างๆ
โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคหูคอจมูก โรคหู โรคคอ โรคจมูก
โรค หู คอ จมูก
โรคติดต่อทางเพศ โรคติดเชื้อทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคจากเพศสัมพันธ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคผิวหนัง ความผิดปรกติของผิวหนัง การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคผิวหนัง
โรคเด็ก โรคของเด็ก โรคเกี่ยวกับเด็ก โรคสำหรับเด็ก
โรคเด็ก