ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) MRSA อาการแผลอักเสบ ปอดอักเสบ อาหารเป็นพิษ หากเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดอาจทำให้เสียชีวิตได้

mRSA ติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส Staphylococcus aureus

โรคติดเชื้อMRSA คือ ภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เป็นเชื้อโรคที่พบในสัตว์จำพวก ม้า แมว หมู แกะ กระต่าย สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้และแสดงอาการต่างๆจากน้อยจนถึงขั้นอาการรุนแรง เช่น ผิวหนังอักเสบ ฝี อาหารเป็นพิษ ปอดบวม ลิ้นหัวใจอักเสบ ข้ออักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งสามารถทำให้เสียชีวิตได้

การติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ  แต่เชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )สามารถทนทานต่อยาปฏิชีวนะต่างๆ รวมถึง ยาเมธิซิลิน และยาปฏิชีวนะอื่นๆที่ใช้กันทั่วไป การติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) ส่วนมากเกิดขึ้นในคนที่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อาศัยอยู่ภายใน บ้านพักดูแลผู้ป่วย หรือได้รับการรักษาในศูนย์อนามัยที่มีการจัดให้เป็นศูนย์ล้างไต เป็นต้น

ชนิดของเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )

เราสามารถแบ่งชนิดของเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) ได้ 2 ชนิด ประกอบด้วย HA-MRSA และ CA-MRSA โดยรายละเอียดชนิดของแบคทีเรีย Staphylococcus aureus มีดังนี้

  • HA-MRSA เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดในโรคพยาบาล มักเกิดในกลุ่มผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย หรือ ศูนย์ล้างไต เป็นต้น
  • CA-MRSA เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดในชุมชน มักเกิดเชื้อในโรงเรียนมัธยม สนามกีฬา ผู้ที่อาศัย คุก หรือ ค่ายทหาร จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ MRSA ที่สูงขึ้น โดยจะติดต่อผ่านทางการสัมผัส

สาเหตุของการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )

สาเหตุของการติดเชื้อมาจากแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus aureus) ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ดื้อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเมธิซิลิน เราพบว่าเชื้อโรคสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ โดยการติดเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus aureus) พบได้บ่อยในคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

แบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส (Staphylococcus aureus) เป็นแบคทีเรียอาศัยอยู่ในผิวหนังหรือโพรงจมูกของคนที่มีสุขภาพดี โดยคนที่มีสุขภาพดีเหล่านี้ไม่แสดงอาการแต่เป็นพาหะนำเชื้อโรค ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น การติดเชื้อที่ผิวหนัง ระบบปัสสาวะอักเสบ ปอดอักเสบ และอาการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมถึงอาการอาหารเป็นพิษ

กลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )

ส่วนมากกล่มที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) คือ กลุ่มคนที่มีทำงานหรือเกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล เพราะจากสถิติการเกิดโรคของผู้ป่วย MRSA พบในโรงพยาบาล ซึงสามารถสรุปกลุ่มที่มีความเสี่ยงการติดเลื้อ มีดังนี้

  • ผู้ป่วยอ่อนแอ ที่อยู่ห้อง ICU
  • ผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัด
  • ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดทางกระดูก
  • ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการล้างไต
  • ผู้ที่ติดยาเสพติด
  • กลุ่มบุลลากรที่ทำงานในสถานพยาบาล เช่น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล เป็นต้น

อาการผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )

สำหรับลักษณะอาการของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) เข้าสู่ร่างกาย ลักษณะทั่วไปของอาการ ผู้ป่วยจะเกิดตุ่มเล็กๆเหมือนโดนแมลงสัตว์กัดต่อย ลักษณะเป็นแผลแดง บวม และมีอาการปวด รู้สึกอุ่นๆที่แผล จากนั้นแผลจะมีหนอง และ อาจมีไข้ขึ้น

หากเป็นแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) ชนิด HA-MRSA ผู้ป่วยจะแสดงอาการเจ็บหน้าอก ไอ หายใจลำบาก อ่อนเพลีย ไข้หนาวสั่น ปวดหัว มีผื่นขึ้น และ เป็นแผลเรื้อรัง

หากเชื้อโรคลามเข้าสู่อวัยวะอื่นๆจะแสดงอาการตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปอดอักเสบ อาหารเป็นพิษ ข้อกระดูกอักเสบ และ ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น

การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )

แนวทางการรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) สามารถใช้การประคับประครองตามอาารร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น การใช้ยากลุ่ม penicillin erythromycin  ทั้งนี้ยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )

การป้องการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )

แนวทางการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) สามารถทำได้ด้วยการทำร่างกายให้แข็งแรงและหลีกเลี่ยงปัจจัยการรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยแนวทางการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus )  มีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น เพราะ การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดผลเสีย เนื่องจากอาจทำให้เชื้อโรคดื้อยา
  • ป้องกันการเกิดแผล หากเกิดแผลต้องรีบรักษา อย่างให้แผลติดเชื้อ รักษาแผลให้สะอาด
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หรือ ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องากรของร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ดูแลสุขอนามัยพื้นฐานให้สะอาดปราศจากแหล่งเชื้อโรค

มาตรการที่ตั้งเป้าไว้ก็เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟฟิโลคอกคัส ( Staphylococcus aureus ) MRSA รวมถึงการติดเชื้อที่เกี่ยวข้อง MRSA ในชุมชนด้วย สำหรับการป้องกันการติดเชื้อชนิดที่สองนั้น สิ่งสำคัญ คือ การรักษาบ้านเรือนให้สะอาด และปราศจากฝุ่นละออง ควรซักล้าง ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อย ๆ (เช่น โถส้วม ห้องอาบน้ำ) ของเล่นเด็ก และผ้าปูที่นอน (ด้วยน้ำยาทำความสะอาดภายในบ้านแบบเจือจาง) เป็นประจำ

ปอดบวม ภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อ ติดจากสารคัดหลั่งของผู้มีเชื้อโรค ทำให้เจ็บหน้าอก ไอ หายใจลำบาก อ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายขาดอ๊อกซิเจน อาจเสียชีวิต รักษาอย่างไร

โรคปอดบวม โรคปอดอักเสบ โรคทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อ

ภาวะปอดอักเสบ เป็นภาวะอันตรายทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากปอดอักเสบ ส่งผลกระทบต่อระดับออกซิเจนในร่างกาย ซึ่งปอดจะมีอาการบวม มีน้ำในถุงลม และ ปอดมีหนอง เกิดจากการติดเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย เกิดการแพร่กระจายจากการไอ การจาม เป็นต้น

สาเหตุของโรคปอดบวม

สำหรับสาเหตุของโรคปอดบวม หรือ ปอดอักเสบ มี 2 สาเหตุหลักๆ คือ ปอดอักเสบจากการติดเชื้อโรค และ ปอดอักเสบจากการไม่ติดเชื้อโรค โดยรายละเอียด มีดังนี้

  • ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ เป็นสาเหตุของปอดบวมที่พบมากที่สุด เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ปอด ทำให้เกิดการอักเสบของปอดและถุงลมในปอด
  • ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เป็นสาเหตุขากการสูดอากาศทึ่มีมลพิษ ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดทำให้ปอดอักเสบได้

โรคปอดบวม ( Pneumonia ) เกิดจากเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือ พยาธิ ซึ่งเชื้อโรคมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย โดยแพร่กระจายได้โดยการไอหรือจาม  นอกจากนี้พบว่ามีสารเคมี เช่น ไนโตรเจน แอมโมเนีย ไดออกไซด์ สามารถทำให้เกิดโรคปอดบวม 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคปอดบวม

โรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งสำหรับปอดอักเสบที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อโรค มักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ยังพบได้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอีก ดังต่อไปนี้

  • อายุ ในเด็กเล็กๆและในผู้สูงอายุ เพราะร่างกายมีความบกพร่องในการป้องกันและกำจัดเชื้อโรค
  • การดื่มสุรา สูบบุหรี่ และ/หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษาโรคมะ เร็ง (ยาเคมีบำบัด) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และการกำจัดเชื้อโรค
  • การมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฟันผุ และเหงือกเป็นหนอง โรคไตเรื้อรัง ฯลฯ
  • การไม่รักษาสุขภาพและอนามัย เช่น การขาดอาหาร สุขภาพทรุดโทรม อยู่อาศัยในสถานที่ที่ไม่มีการถ่ายเทอากาศที่ดีพอ ในที่ที่มีมลภาวะที่ต้องหายใจและสูดมลภาวะเข้าไปในปอด

อาการของโรคปอดบวม

สำหรับการแสดงอาการของโรคปอดบวม หรือ ปอดอักเสบ เนื่องจากปอดเป็นแหล่งของออกซิเจนในร่างกาย นอกจากการแสดงอาการที่ระบบทางเดินหายใจโดนตรงและ ผู้ป่วยจะมีอาการทั่วร่างกาย เช่น เหนื่อยง่าย ปวดตัว มีไข้ หรือ ตัวอุ่นๆ สำหรับลักษณะอาการของโรคปอดบวม สามารถสรุปลักษณะของอาการ ได้ดังนี้

  • ไอมีเสมหะ
  • เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
  • หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก
  • มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย
  • สำหรับผู้สูงอายุ อาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ
  • สำหรับเด็กเล็ก อาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำ

การรักษาโรคปอดบวม

สำหรับแนวทางการรักษาโรคปอดบวม สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค รวมกับการประคับประครองตามอาการของโรค และ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรค โดยรายละเอียดของการรักษาโรคปอดบวม มีดังนี้

  • การให้ยาปฏิชีวนะ หากในรายที่เป็นไม่มากและไม่มีอาการแทรกซ้อนอาจให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วยยาชนิดรับประทาน กรณีนอกจากนี้การรักษาควรให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดแบบผู้ป่วยใน
  • การรักษาประคับประคองตามอาการทั่วๆไปเช่น การให้ยาลดไข้ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด การให้ออกซิเจน การให้อาหารเหลวทางสายให้อาหารลงกระเพาะอาหารในรายที่รับประทานอาหารเองไม่เพียงพอ ฯลฯ
  • การรักษาอาการแทรกซ้อนเช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่เหนื่อยและหายใจเองไม่เพียงพอ การให้ยาเพิ่มความดันโลหิตหากมีความดันโลหิตลดต่ำลง ฯลฯ

การป้องกันโรคปอดบวม

แนวทางการป้องกันโรคปอดบวม สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค และ ดูแลสุขอนามัยให้สะอาดถูกหลักอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค ซึ่งสามารถป้องกันโรค ได้ดังนี้

  • ดูแลสภาพแวดล้อมต่างๆให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • นอนหลับให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • การงดและเลิก บุหรี่ สุรา และยาเสพติด
  • หากท่านมีโรคประจำตัวอยู่ ให้รักษาตามแผนและคำแนะนำของการรักษาโรคนั้นๆอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว
  • หากจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงเกิดโรค ให้ป้องกันการรับเชื้อโดยการปิดปากและจมูกเมื่อต้องสัมผัสผู้ป่วยที่ไอ หรือจาม และผู้ป่วยที่มีอาการไอหรือจาม ควรป้องกันการแพร่กระจายฝอยละอองไปยังผู้อื่น ด้วยการปิดปากและจมูกด้วยกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัย
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ผู้ได้ยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ยาเคมีบำบัด ฯลฯ ควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำปีทุกปี
ถุงกระสอบ ถุงล้อลาก ถุงสายรุ้ง ถุงการ์ตูน
ขายถุงกระสอบ ถุงสายรุ้ง ย้ายหอ ย้ายบ้าน ต้องการถุงกระสอบ ถุงกระสอบราคาโรงงาน
ติดต่อ ทรัพย์ทวี Line Id : nongnlove