โรคหิด เรียก scabies เป็น โรคผิวหนัง เกิดจาก ตัวหิด สามารถติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ อาการ คือ มีผื่นคันตามผิวหนัง โรคหิด มี 2 ประเภท โรคหิคต้นแบบ และ โรคหิดนอร์เวย์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค อาการ การรักษา การป้องกันโรคทำอย่างไร

โรคหิด โรคผิวหนัง โรคติดต่อ อาการคันมีผื่น

โรคหิด ( Scabies ) คือ ภาวะผิวหนังอักเสบ โดยสาเหตุเกิดจาก ตัวหิด ภาษาอังกฤษ เรียก Scabies mite เป็นสิ่งมีชิวิตชนิด ปรสิต  ( Parasite ) ตัวหิตจะต้องอาศัยอยู่บนตัวคน ใช้ชีวิตอยู่ที่ผิวหนังของคน อาหารของตัวหิด คือ เซลล์ผิวหนังของคน อาการสำคัญของโรคหิด คือ คันและมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง โรคหิดสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสกับคนที่มีตัวหิดอาศัยอยู่ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย โรคหิด มี 2 ประเภท คือ โรคหิดต้นแบบ และ โรคหิดนอร์เวย์ โดยรายละเอียด มีดังนี้

  • โรคหิดต้นแบบ เรียกว่า Classic scabies การเป็นโรคหิดชนิดนี้เกิดจากการสัมผัสผิวหนังคนที่มีภาวะโรคหิดเป็นระยะเวลานาน เช่น การอยู่ในบ้านเดียวกัน นอนหลับด้วยกัน เป็นต้น จะพบว่ามีการติดมากในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี
  • โรคหิดนอร์เวย์ เรียกว่า Norwegian scabies หรือ Crusted scabies เป็นภาวะภูมิต้านทานโรคบกพร่อง หรือ เกิดจากการได้รับยากดภูมิต้านทาน โรคนี้เกิดครั้งแรกในประเทศนอร์เวย์ จึงถูกเรียกว่า หิดนอร์เวย์ กลุ่มคนที่มีโอกาสติดหิด คือ คนสูงอายุ คนขาดสารอาหาร ผู้ป่วยโรคมะเร็ง คนป่วยอัมพาต คนพิการที่สมอง เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหิด

สำหรับปัจจัยการเกิดโรคหิด สามารถแยกสาเหตุของการเกิดหิดทั้ง 2 ประเภท ได้โดยรายละเอียด ดังนี้

  • โรคหิดชนิดต้นแบบ การอยู่ใกล้ชิดและสัมผัสผิวหนังกับคนที่เป็นหิด โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง คือ คนที่อยู่ในบ้านที่สกปรก เด็ก คนยากจน คนที่ทำงานในสถานพยาบาล บ้านพักคนชรา เรือนจำ ค่ายกักกัน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับคนเป็นหิด นอกจากนี้ การใช้ของร่วมกัน เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ก็เป็นปัจจัยของการติดหิดชนิดต้นแบบ
  • โรคหิดนอร์เวย์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหิดชนิดนี้ คือ ความผิดปรกติของร่างกาย โดยเกิดจากภาวะภูมิกันต้านทานโรคบกพร่อง โดยคนที่มีปัจจัยเสียง คือ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอัมพาต ผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทและสมอง เป็นต้นช่วย

สาเหตุของการเกิดโรคหิด

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคหิด เกิดจาด ตัวหิด จัดเป็นปรสิต ที่ต้องอาศัยอยู่บนร่างกายของมนุษย์ และกินเซลล์ผิวหนังของมนุษย์เป็นอาหาร ซึ่งเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ จากการสัมผัสผิวหนังของคนที่มีตัวหิดอาศัยอยู่ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย และหากหิดติดที่อวัยวะเพศจะมีตุ่มและผื่นคันที่อวัยวะเพศ

การของผู้ป่วยโรคหิด

ตัวหิดเมื่อเข้าสู่ผิวหนังของคน จะมีระยะเวลาในการฟักตัว ภายใน 45 วัน ซึ่งในช่วงแรกจะไม่แสดงอาการ และเมื่อแสดงอาการ จะเกิดปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกาย ตัวหิดจะหลั่งสารเคมีต่างๆ สารเคมีเหล่าจะทำให้เกิดอาการ โดยอาการจะแยกตามชนิดของโรค รายละเอียด ดังนี้

  • โรคหิดชนิดต้นแบบ จะมีอาการตุ่มนูน ลักษณะแข็ง มีสีแดงขนาดใหญ่ ขึ้นตามผิวหนัง เกิดที่รักแร้และขาหนีบ มีอาการคัน และจะคันมากในช่วงกลางคืน ตำแหน่งที่หิดมักจะอยู่ คือ ตามง่ามนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก รอบสะดือ ท้อง เอว ก้น อวัยวะเพศชาย และหัวนม
  • โรคหิดนอร์เวย์ อาการของโรคหิดชนิดนี้ ผู้ป่วยจะสูญเสียความรู้สึกของผิวหนัง ไม่แสดงอาการคัน ไม่มีรอยข่วน ไม่มีตุ่มนูนแดง ไม่มีตุ่มน้ำใสๆ ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยเป็นหิด เมื่อตัวหิดเพิ่มจำนวนมากขึ้น ผิวหนังชั้นบนของผู้ป่วย จะหนา และมีสะเก็ด เห็นชัดเจนที่ ข้อศอก ข้อเข่า ฝ่ามือ และฝ่าเท้า เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหิด

การเกิดโรคหิด เป็นเวลานาน หากไม่ทำการรักษาอย่างถูกวิธี ต้องระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยสิ่งที่ต้องระวัง คือ เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยบนผิวหนัง ทำผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลาย จนกลายเป็นโรคผิวหนังอื่นๆ เช่น ผิวหนังอักเสบ เนื้อเยื่ออักเสบ ฝีหนอง เป็นต้น

สำหรับโรคแทรกซ้อนจากโรคหิด เช่น โรคปอดอักเสบ โรคกรวยไตอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น

การรักษาโรคหิด

สำหรับการรักษาโรคหิด เนื่องจากปัญหาของโรคหิด เกิดจากตัวหิด ที่ทำให้ เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง และ นำไปสู่การติดเชื้อ ซึ่งการรักษาโรคหิด มี 3 ลักษณะ คือ การกำจัดตัวหิด การรักษาอาการคัน และ การป้องกันการติดเชื้อ โดยรายละเอียด ดังนี้

  • การฆ่าตัวหิด การทำลายตัวหิด สามารถใช้ยาทา โดยจะต้องทายาให้ทั่วตัว ต้องทาทิ้งไว้ประมาณ 8-12 ชั่วโมง และใช้ยาทา ทาซ้ำอีกครั้งภายใน 10 วัน เพื่อกำจัดหิดตัวอ่อน แต่สำหรับโรคหิดชนิดนอร์เวย์ ต้องรักษาด้วยการใช้ยากิน เช่น Ivermectin  และใช้ยาทาร่วม
  • การรักษาอาการคัน ต้องรักษาด้วยการใช้ยากินแก้คัน หากผู้ป่วยมีตุ่มนูนแดง ต้องรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์
  • การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยการให้ยาปฏิชีวนะ อาจให้เป็นยาทา ยากิน หรือยาฉีด ขึ้นกับความรุนแรงของโรค

ป้องกันการเกิดโรคหิด

การป้องกันโรคหิด ต้องป้องกันการแพร่กระจายของตัวหิด เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ โดยรายละเอียดของการป้องกันการเกิดโรคหิด มีดังนี้

  • งดการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีโรคหิด หรือ คนที่ไม่ใช่คู่นอนที่เป็นคู่ชีวิตของตน
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิด หรือ การสัมผัสคนที่เป็นโรคหิด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้ป่วยโรคหิด
  • ปรับสภาพสิ่งแวดล้อมให้สะอาด ถูกสุขอนามัย
  • หากต้องสัมผัสผู้ป่วยโรคหิด ต้องใส่เครื่องป้องกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
โรคคอพอก ภาวะขาดสารไอโอดีน รักษาและป้องกันอย่างไร... โรคคอพอก คืออะไร สาเหตุ อาการ การป้องกัน เป็นโรคคอพอก ควรรับประทานอะไร คอบวม คอพอก วิธีตรวจโรคคอพอกทำอย่างไร ไทรอยด์ กับ คอพอก ต่างกันอย่างไร โ...
มะเร็งต่อมไทรอยด์ รักษาได้ ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งต่อม... โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ สาเหตุของโรค อาการและระยะของโรค การรักษาทำอย่างไร โรคระบบฮอร์โมน โรคนี้ต้องกินยาตลอดชีวิต มะเร็งต่อมไทรอยด์ รักษาได้ ปัจจัยของการ...
ช่องท้องอักเสบ ภัยอันตราย ภายในช่องท้อง เกิดจากอะไร รัก... โรคช่องท้องอักเสบ เป็นอาการ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ( Peritonitis ) คือการอักเสบที่เยื่อบุช่องท้อง เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย เชื้อรา มะเร็งหรือสารเคมี...
เริม โรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ รักษาอย่างไร... เริม ภาษาอังกฤษ เรียก Herpes simplex จัดว่าเป็น โรคติดเชื้อ จากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ผิวหนัง โดยมีลักษณะเป็นตุ่มใสๆที่ผิวหนัง ซึ่งสามารถหายเองได้ แต่ม...

โลน หรือ เหาที่อวัยวะเพศ เป็นภาวะการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง หากมีอาการคัน ที่อวัยวะเพศ มีไข้ ไม่มีแรง มีรอยจ้ำเล็กๆที่อวัยวะเพศ อาจติดโลนได้ ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เหมือนเป็นเหาธรรมดา มาทำความรู้จัก และ วิธีกำจัดโลนว่าทำอย่างไร

โลน มีเหาที่หี มีเหาที่หำ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โลน ภาษาอังกฤษ เรียก Pediculosis Pubis หรือเรียกสั้นๆว่า Pubic Lice จัดว่าเป็นแมลงชนิดหนึ่งในกลุ่มปรสิต ที่มีขนาดเล็กนิยมเกาะกลุ่มอาศัยอยู่กับร่างกายของมนุษย์ โดยพบได้มากที่สุด คือ บริเวณอวัยวะเพศ ตัวโลน สามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์

ระยะการเจริญเติบโตของตัวโลน นั้นมีทั้งหมด 3 ระยะ คือ ระยะไข่ ระยะตัวอ่อน และ ระยะตัวเต็มวัย โดยรายละเอียด ดังนี้

  • โลนระยะเป็นไข่ เรียกว่า Nit ไข่ของโลนมีระยะในการฟักตัว ประมาณ 6 ถึง 10 วัน โดยไข่โลนจะเกาะตามเส้นขน มีลักษณ์ขนาดเล็กมาก แทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเลย ไข่ของโลนจะมีสีขาว หรือ สีเหลือง
  • โลนระยะตัวอ่อน เรียกว่า Nymph ในระยะตัวอ่อนใช้เวลาประมาณ 14 ถึง 21 วัน เมื่อตัวอ่อนฟักตัว ก็จะอาศัยอยู่ที่บริเวณอวัยวะเพศ โดยดูดเลือดของมนุษย์เป็นอาหาร
  • โลนระยะตัวเต็มวัย เรียกว่า Adult หลังจากโลนโตเต็มวัยแล้ว จะตายภายใน 2 วัน ซึ่งลักษณะของโลนเต็มวัย นั้นจะมีสีน้ำตาลอ่อน หรือสีเทาอ่อน ๆ มี 6 ขา ขาหน้า 2 ขา จะมีลักษณะคล้ายก้ามปู และตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้

สาเหตุของการเกิดโลน

การติดต่อโลน นั้นเกิดจากการสัมผัสกับคนที่มีโลนเกาะที่ร่างกาย ส่วนมากแล้วจะเกิดการสัมผัสจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งการกอด จูบ ถูไถ ซึ่งเมื่อโลนเข้ามาเกาะอยู่ที่ร่างกายของมนุษย์ จะเกิดการขยายพันธ์ และดำรงชีวิตด้วยการกินเลือดของมนุษย์ สำหรับการติดโลนนั้น ไม่สามารถป้องกันการติดโลนได้ด้วยการสวมถุงยาง หรือ กินยาคุมกำเนิด

โลนนั้นพบมากในผู้ใหญ่ หลายคนมีความเข้าใจที่ผิดว่า การติดโลนเกิดจากการไม่ดูแลบริเวณอวัยวะเพศ ให้สะอาด แต่จริงๆแล้ว การรักษาความสะอาดก็สามารถติดโลนได้ แต่เนื่องจากโลนจะดูดเลือดมนุษย์เป็นอาหาร ทำให้ร่างกายถูกดูดเลือด และ มีโอกาสการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ซึ่งเป็นอันตรายในชีวิต

อาการของโลน

เมื่อโลนเริ่มติดต่อจากคนสู่คน สิ่งที่อาการจะมองเห็นอย่างชัดเจน คือ อาการคันบริเวณอวัยวะเพศ รวมถึงทวารหนักด้วย รวมไปถึงบริเวณร่างกายของมนุษย์ที่มีขน เช่น ใต้รักแร้ ขนขา ขนหน้าอก ขนท้อง ขนที่หลัง หนวด เครา คิ้ว หรือขนตา นอกจากอาการคันแล้ว อาการความผิดปรกติต่างๆ สามารถสังเกตุได้ ประกอบด้วย

  • มีไข้ต่ำ ๆ
  • รุ้สึกหงุดหงิด มีอารมณ์ฉุนเฉียว
  • อ่อนแรง
  • มีรอยช้ำเล็ก ๆ ตามผิวหนัง
  • มีผงสีดำติดกางเกงใน
  • อาจมีแผล จากการติดเชื้อด้วย

การวินิจฉัยโลน

สำหรัยการวินิจฉัยว่าเราติดโลนหรือไม่นั้น สังเกตุจากบริเวณที่มีขนของร่างกาย ว่ามีไข่โลนหรือตัวโลนหรือไม่ อาจใช้แว่นขยายส่องหาตัวโลน และไข่ของโลน

การรักษาโลน

การรักษาโลน สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ แชมพู โลชั่น หรือ ครีม ที่มีฤทธิ์กำจัดโลนหรือเหา ซึ่งตัวยา ได้แก่ เพอร์เมทริน ( Permethrin ) ซึ่งมีวิธีการใช้ ดังต่อไปนี้

  • ให้ทายาบริเวณที่มีอาการคัน และบริเวณที่มีขน เช่น บริเวณอวัยวะเพศ คิ้ว หนวด เครา
  • ยาบางชนิด ต้องทาทิ้งไว้ และล้างออกหลังจากทาครบกำหนดเวลา แล้วล้างออกให้สะอาด
  • การรักษาด้วยยา ดังนั้น ควรใช้ซ้ำเพื่อกำจัดตัวโลนที่เพิ่งออกมาจากไข่ แต่หากใช้ยาซ้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้วอาการยังไม่ทุเลาลง

หากการรักษาไม่ได้ผล ควรกลับไปปรึกษาแพทย์ และไม่ควรใช้ยาซ้ำเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ เช่น ผิวหนังระคายเคือง มีอาการคัน ผิวหนังแดง หรือปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนของโลน

การเกิดภาวะแทรกซ้อนของการติดโลน นั้มมีหลายอาการ ดังต่อไปนี้

  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง อาการคันทำให้เกิดการเกา และเกิดแผล ซึ่งเมื่อร่างกายมีแผลสามารถทำให้เชื้อโรคต่างๆเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
  • การติดเชื้อที่ดวงตา หากโลนไปเกาะที่ขนคิ้วหรือขนตา ทำให้เกิดการระคายเคืองทำให้ตาอักเสบได้

การป้องกันโลน

การป้องกันการติดโลนนั้น สามารถป้องกันได้จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ีทำให้ติดโลน โดยรายละเอียดดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีโลน หรือ คนที่เราไม่มั่นใจว่าสะอาดเพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับคนที่มีโลน เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องนอน เป็นต้น
  • ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโลน
  • หลีกเลี่ยงการลองชุดในห้างสรรพสินค้า
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
โรคสมองอักเสบ เกิดจากอะไร และรักษาอย่างไร เมื่อเป็นไข้ส... โรคสมองอักเสบ ภาษาอังกฤษ เรียก Encephalitis เป็น ภาวะการอักเสบของเนื้อสมอง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ที่สมองทั้งส่วนหรือบางส่วน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช...
นิ้วต่อมน้ำลาย ท่อน้ำลายอุดตัน รักษาและป้องกันอย่างไร... ท่อน้ำลายอุดตัน เกิดจากนิ่วที่ต่อมน้ำลาย ทำให้ปวด บวม ติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย การรักษา โดยการนวดท่อน้ำลาย ดื่มน้ำมากๆ ผ่าตัดเอานิ่วออก โรคนิ่วต่อมน้ำลาย...
โรคหูดับ ฉับพลัน เกิดจากอะไร รักษาได้อย่างไร... โรคหูดับ เฉียบพลัน ภาษาอังกฤษ เรียก Sudden Hearing Loss (SHL) การติดเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุหนึ่งจากหลายสาเหตุของการเกิดโรคนี้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นภา...
โรคมะเร็งกล่องเสียง ภัยมืดหากเสียงแหบนานๆ อย่าวางใจพบแพ... มะเร็งกล่องเสียง  Laryngeal cancer คืออะไร สาเหตุของมะเร็งกล่องเสียงเกิดจากอะไร สามารถรักษาได้หรือไม่ อาการเบื้องต้นของคนเป็นมะเร็งที่กล่องเสียง คือ อ...

โรคต่างๆ
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคต่างๆ
โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหูคอจมูก โรคหู โรคคอ โรคจมูก
โรค หู คอ จมูก

โรคติดต่อทางเพศ โรคติดเชื้อทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคจากเพศสัมพันธ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคผิวหนัง ความผิดปรกติของผิวหนัง การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคผิวหนัง

โรคเด็ก โรคของเด็ก โรคเกี่ยวกับเด็ก โรคสำหรับเด็ก
โรคเด็ก

โรคตับ โรคเกี่ยวกับตับ โรคในช่องท้อง โรคต่างๆ
โรคตับ

สมุนไพร แยกตามสรรพคุณ

สมุนไพรบำรุงเส้นผม สมุนไพร สมุนไพรไทย
บำรุงเส้นผม


สมุนไพรลดไขมันในเส้นเลือด สมุนไพร สมุนไพรไทย
บำรุงเลือด


สมุนไพรรักษาแผล สมุนไพร สมุนไพรไทย
รักษาแผล

สมุนไพรช่วยถ่ายพยาธิ สมุนไพร สมุนไพรไทย
ช่วยถ่ายพยาธิ

สมุนไพรป้องกันมะเร็ง สมุนไพร สมุนไพรไทย
ป้องกันมะเร็ง

สมุนไพรบำรุงทางเดินอาหาร สมุนไพร สมุนไพรไทย
บำรุงระบบทางเดินอาหาร

สมุนไพรยาระบาย สมุนไพร สมุนไพรไทย
ยาระบาย

สมุนไพรแก้ปวด แก้เมื่อย สมุนไพร สมุนไพรไทย
ช่วยแก้ปวดและแก้เมื่อย

สมุนไพรบำรุงข้อและกระดูก สมุนไพร สมุนไพรไทย
บำรุงข้อและกระดูก

ถุงกระสอบ ถุงล้อลาก ถุงสายรุ้ง ถุงการ์ตูน
ขายถุงกระสอบ ย้ายหอ ย้ายบ้าน ถุงกระสอบใส่ของ ราคาโรงงาน ติดต่อ ทรัพย์ทวี Line Id : nongnlove
สมุนไพรไทยน่ารู้
สะเดา ผักสะเดา สมุนไพร สรรพคุณของสะเดา
สะเดา
กระเพรา สสมุนไพร ผักสวนครัว ประโยชน์ของกระเพรา
กระเพรา
ชะมวง สมุนไพร สรรพคุณของชะมวง ประโยชน์ของชะมวง
ชะมวง
ดีปลี สมุนไพร สรรพคุณของดีปลี ประโยชน์ของดีปลี
ดีปลี
ฟักข้าว สมุนไพร สรรพคุณของฟักข้าว ประโยชน์ของฟักข้าว
ฟักข้าว
มะขาม สมุนไพร สรรพคุณของมะขาม ประโยชน์ของมะขาม
มะขาม
จันทร์กระพ้อ จันกระพ้อ สรรพคุณของจันกระพ้อ สมุนไพร
จันกระพ้อ
ต้นเข็ม ต้นเข็มแดง ดอกเข็ม สรรพคุณของต้นเข็ม
เข็มแดง
แก้วมังกร สมุนไพร สรรพคุณของแก้วมังกร โทษของแก้วมังกร
แก้วมังกร
โรคต่างๆและการรักษาโรค

ท้องเสีย ท้องร่วง อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ
โรคท้องร่วง

มะเร็งท่อน้ำดี โรคมะเร็ง ตัวเหลืองตาเหลือง กินปลาดิบ
มะเร็งท่อน้ำดี

ตับอักเสบ โรคตับอักเสบ โรคเป็นพิษต่อตับ โรคตับ
ตับอักเสบ
ไขมันพอกตับ ไตรกรีเซอไรด์ในเลือดสูง ไขมันเกาะที่ตับ โรคตับ
ไขมันพอกตับ
ตับวาย ตับหล้มเหลว โรคตับ กินยาพาราเกินขนาด
ตับวาย
โรคฝีที่ตับ โรคฝีตับ โรคตับ โรคติดเชื้อ
ฝีที่ตับ
ตกขาว การตกขาวผิดปรกติ การรักษาตกขาวผิดปรกติ ปัญหาตกขาว
ตกขาวผิดปรกติ
หัวใจเต้นเร็วผิดปรกติ หัวใจเต้นเร็ว โรคหัวใจ รักษาโรคหัวใจเต้นเร็ว
ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
ท้องผูก ขี้ไม่ออก ขี้แข็ง อาการถ่ายอุจจาระไม่ออก
โรคท้องผูก