ยอ พืชพื้นบ้าน สรรพคุณมากมาย นิยมใช้ประโยชน์จากลูกยอ ใบยอ ลักษณะของต้นยอ เป็นอย่างไร ประโยชน์และสรรพคุณของยอ เช่น ช่วยขับประจำเดือน ช่วยขับลม โทษของยอ มีอะไรบ้าง

ต้นยอ ลูกยอ ใบยอ สมุนไพร

ต้นยอ ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Indian Mulberry ชื่อวิทยาศาสตร์ของยอ คือ Molinda Critiforia Linn คุณค่าทางโภชานการของยอ และ สรรพคุณของยอ ประกอบด้วย ขับประจำเดือน ดูแลช่องปากเหงือกและฟัน ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ยาระบาย รักษาริดสีดวงทวาร ลดไข้ แก้อาจียน แก้ท้องผูก แก้ปวดข้อ(โรคเก๊าท์) บำรุงหัวใจ บำรุงสายตา รักษาแผลเรื้อรัง แก้วัณโรค บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร แก้เสียงแหบ แก้ร้อนใน

ลูกยอ คือ สมุนไพรไทยชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียก พื้นบ้านว่า ยอบ้าน มะตาเสือ แยใหญ่ ลูกยอถูกเรียกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น ต้นยอมีชื่อภาษาอังกฤษ ว่า Great Morinda,Indian Mulberry ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Molinda Critiforia Linn ชื่อเรียกอื่นๆ ของยอ เช่น ยอแย่ใหญ่ ตาเสือ มะตาเสือ ยอบ้าน เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของยอ

คุณค่าทางโภชนาการของลูกยอ มีการศึกษาผลลูกยอสด ขนาด 100 กรัม พบว่ามีสารสำคัญ ประกอบด้วย โปรตีน 5.8 กรัม ไขมัน
1.2 กรัม ความชื้น 9.3 กรัม เถ้า 10.3 กรัม กากใยอาหาร 36 กรัม และ คาร์โบไฮเดรต 71 กรัม ลูกยอ ยังมี วิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุโพแทสเซียม ธาตุโซเดียม กรดไขมัน ลิกนิน พอลิแซ็กคาไรด์ ฟลาโอนอยด์ อีริดอยด์ สโครโปเลติน แอลคาลอยด์ เป็นต้น

ลักษณะของต้นยอ

ต้นยอ เป็นต้นไม้ยืนต้น ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 8 เมตร เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ ใบหนาใหญ่สีเขียว มีดอกสีขาว ผลของต้นยก หรือ ลูกยอ จะเป็นวงรี มีตาเป็นปุ่มๆ ลูกสีเขียว และเมื่อสุกจะเปลี่ยยนเป็นสีขาวนวล

สรรพคุณทางยาของยอ

สามารถนำมาใช้ได้ ทั้งผลดิบ ผลสุก ใบ และราก

วิธีนำลูกยอมาใช้รักษาอาการอาเจียน สามารถทำได้โดย นำผลดิบยอ มาเผาไฟอ่อนๆ ให้ผิวของผลยอดำจากนั้นนำเนื้อของผลยอที่ถูกเผาไฟจนสุกมา สังเกตุว่าต้องให้เนื้อเป็นสีเหลือง จากนั้นนำไปต้มทานเป็นน้ำลูกยอ

วิธีการนำยอมารักษาอาการท้องผูก นำรากยอขนาดเส้นผ่านศูยน์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร นำมาบดและต้มน้ำประมาณ 2 แก้ว ต้มประมาฯ 15 นาที ดื่มก่อนนอน 1 แก้ว จะช่วยให้ระบายได้ดีในตอนเช้า ช่วยรักษาอาการท้องผูก รักษาริดสีดวงทวาร ได้

วิธีนำยอมาใช้เป็นยาลดไข้ นำเปลือกของยอมาต้มน้ำประมาณ 15 นาที และนำไปดื่มประมาณวันละ 4 แก้ว จะช่วยลดไข้ได้ดี
ผลของลูกยอ เราสามารถนำมาทำเป็นน้ำหวาน น้ำลูกยอ ได้ ซึ่งรสชาติก็อร่อย เต็มไปด้วยสรรพคุณทางสมุนไพรมากมาบ

ลูกยอจัดเป็นยาสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเรื่องการช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และถูกบรรจุอยู่ในยาสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยลูกยอสุกเป็นยาชั้นเลิศในการช่วยขับลมและช่วยย่อยอาหาร แต่สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานผลยอ เพราะจะมีผลโดยตรงต่อระบบการหมุนเวียนของเลือดในครรภ์ และอาจทำให้แท้งบุตรได้

ไข้กาฬหลังแอ่น ไข้กาฬนกนางแอ่น โรคติดเชื้อเมนิงโกค็อกคัส ภาษาอังกฤษ เรียก meningococcal disease คือ โรคติดต่อจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitides ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรง มีไข้สูง ปวดหัว คอแข็ง อาการซึม ชัก เลือดออกตามผิวหนัง และ เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โรคติดต่อทางระบบหายใจ

ไข้กาฬหลังแอ่น โรคติดต่อ โรคติดเชื้อ โรคระบบทางเดินหายใจ

สาเหตุของการเกิดโรคไข้กาฬหลังแอ่น

เกิดจากการติดเชื้อโรคเมนิงโกค็อกคัส ซึ่งเป็นการติดต่อจากคนสู่คน โดยไม่มีสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค การติดต่อเกิดจากการหายใจเอาเชื้อโรค เข้าสู่ร่างกาย เชื้อโรคเหล่านี้ปะปนอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย รวมถึงสารคัดหลั่งจากเยื่อบุจมูก ตา หรือปาก โรคไข้กาฬหลังแอ่นจะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เชื้อนี้จะติดต่อทางน้ำลาย เสมหะ โดยการสูบบุหรี่ร่วมกัน ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน จูบปากกัน หรือ การผายปอดช่วยชีวิต ก็สามารถทำให้เกิดโรคได้

อาการของผู้ป่วยโรคไข้กาฬหลังแอ่น

สำหรับอาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น พบว่าผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการหนาวสั่น ปวดหัวมากปวด ตามตัว มีอาการคลื่นไส้ สุดท้ายจะคอแข็งและหลังแอ่น ส่วนมากผู้ป่วยจะมีผื่นเป็นจุดเลือดบนผิวหนัง และผู้ป่วยที่มีตึ่มน้ำตามผิวหนังนั้นพบไม่มาก ในรายที่มีอาการหนัก เชื้อโรคจะเจ้าสู่กระแสเลือด และทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ในผู้ป่วยบางรายเป็นเรื้อรัง หลายเดือน ซึ่งอาการสามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่มผู้ติดเชื้อ คือ อาการที่พบในเด็กเล็ก และ อาการที่พบในเด็กวัยรุ่น โดยรายละเอียดของอาการมีดังนี้

อาการไข้กาฬหลังแอ่นในเด็กเล็ก

  • มีไข้ขึ้นสูง
  • ไม่ยอมกินอาหาร
  • มีอาการอาเจียน
  • ซึม นอนตลอดเวลา
  • มีผื่นขึ้นตามแขน ขา และตามตัว
  • ผิวเป็นรอยจ้ำ

อาการไข้กาฬหลังแอ่นในเด็กวัยรุ่น

  • มีไข้ขึ้นสูง
  • ปวดหัว
  • มีอาการอาเจียน
  • เกร็งที่คอ มีอาการคอแข็ง
  • ซึมลง
  • เกิดผื่นขึ้นตามขาและแขน
  • สายตาสู้แสงจ้าๆไม่ได้

อาการที่สำคัญที่พบ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็ง ผื่นตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ซึมลง เกิดผื่นตามแขนขา

การรักษาโรคไข้กาฬหลังแอ่น

สำหรับการรักษาโรคไข้กาฬหลังแอ่น มียาปฏิชีวนะใช้รักษา สามารถรักษาได้โดยการให้ยาแอมพิซิลลิน (ampicillin) ยาเพนิชิลสิน (penicillin) ยาคลอแรมฟีนีนิคอล (Chloram­phenicol) ยาซัลโฟนาไมด์ (sulfonamide) แต่การรักษานั้น จะรักษาใน 3 ลักษณะ คือ การให้ยาปฏิชีวนะ การประคับประคองอาการ และ การรักษาอาการแทรกซ้อนของโรค โดยรายละเอียด ดังนี้ 

การใช้ยาปฏิชีวนะ

  • ผู้ป่วยจะถูกรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล และแยกห้องเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
  • การรักษาหลักคือการให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยในเบื้องต้น
  • หากยังไม่ได้รับการพิสูจน์ที่แน่นอนจากทางห้องปฏิบัติการว่าเกิดจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น แพทย์จะให้ยาปฏิ ชีวนะชนิดที่ครอบคลุมการฆ่าเชื้อได้หลายชนิด เนื่องจากการเป็นโรคติดเชื้อชนิดอื่นๆบางโรค ผู้ป่วยจะมีไข้และผื่นที่เป็นจุดเลือดออกคล้ายกับผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นได้ ยาที่ใช้ เช่น ยาในกลุ่ม Cephalosporin รุ่นที่ 3 หรือใช้ยา Meropenem เป็นต้น
  • ในกรณีที่ทราบผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าเกิดจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น แพทย์จะเลือก ใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อ เช่น ยา Penicillin G หรือยา Chloramphenicol เป็นต้น

การรักษาด้วยการประคับประคอง เป็นลักษณะของการให้ยลดไข้ การให้น้ำเกลือป้องกันภาวะการขาดน้ำ ทำให้ช็อก และ การกระตุ้นการบีบตัวของหัวใจเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเลือดออกที่ต่อมหมวกไต และการให้ยาช่วยให้เลือดแข็งตัว ในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือไม่แข็งตัว

การรักษาภาวะแทรกซ้อน

  • ผู้ป่วยที่มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด มีอัตราตายประมาณ 2-10%
  • ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดชนิดรุนแรงมีอัตราตายสูงถึง 70-80% แต่หากการรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อัตราตายจะอยู่ที่ประมาณ 40%
  • ผู้ป่วยที่เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หากรอดชีวิตอาจเกิดอัมพาตของเส้นประ สาทจากสมอง (Cranial nerve) หรือเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตครึ่งซีกของร่างกายได้
  • อาจเกิดสมองเสื่อม ปัญญาอ่อน หรือหูหนวกได้
  • ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดชนิดรุนแรง ตามปลายนิ้วมือ ปลายนิ้ว เท้าอาจเกิดการเน่าตายเนื่องจากภาวะช็อกทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายไม่พอ หรือเกิดจากลิ่มเลือดไปอุดตัน

การป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

  1. ให้วัคซีนป้องกันโรค กับผู้ป่วยในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
  2. ปรับปรุงสุขอนามัยให้สะอาด ปราศจากดรค
  3. หากพบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้กาฬหลังแอ่นให้นำผู้ป่วยพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยด่วน

โรคต่างๆแยกตามประเภทของโรค
การแบ่งโรคสามารถแบ่งได้ตามอวัยวะที่เกิดโรค เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบเลือดและหัวใจ เราได้แบ่งโรคทั้งหลายเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้

โรคไม่ติดต่อ โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคไม่ติดต่อ


โรคติดต่อ โรคต่างๆ การรักษาโรค โรคระบาด
โรคติดต่อ


โรคติดเชื้อ การติดเชื้อ การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคติดเชื้อ

โรคตา โรคเกี่ยวกับการมองเห็น สายตาผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคตา

โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมน การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ

โรคระบบประสาท โรคต่างๆ โรคมีอะไรบ้าง การรักษาโรค
โรคระบบประสาท

โรคสมอง โรคเกี่ยวกับระบบความจำ โรคเกี่ยวกับสมอง สมองผิดปรกติ
โรคเกี่ยวกับสมอง

โรคในช่องปาก ความผิดปรกติใชช่องปาก โรคปาก การรักษาโรค
โรคในช่องปาก

โรคกระดูก โรคข้อ เกี่ยวกับข้อและกระดูก การรักษาโรค
โรคข้อและกระดูก

โรคระบบทางเดินอาหาร โรคในช่องท้อง โรคระบบย่อยอาหาร โรคระบบขับถ่าย
โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับการหายใจ โรคปอด โรคในช่องอก
โรคระบบทางเดินหายใจ

โรคไต โรคระบบกรองเลือด ระบบไตผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคไต

โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคต่างๆ
โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหูคอจมูก โรคหู โรคคอ โรคจมูก
โรค หู คอ จมูก

โรคติดต่อทางเพศ โรคติดเชื้อทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคจากเพศสัมพันธ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคผิวหนัง ความผิดปรกติของผิวหนัง การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคผิวหนัง
โรคเด็ก โรคของเด็ก โรคเกี่ยวกับเด็ก โรคสำหรับเด็ก
โรคเด็ก
โรคตับ โรคเกี่ยวกับตับ โรคในช่องท้อง โรคต่างๆ
โรคตับ