โรคไข้เลือดออก ( Dengue hemorrhagic fever  ) คือ ภาวะการติดเชื้อโรคจากเชื้อไวรัสเดงกี ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ส่งผลให้เกิดอาการมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว มีจุดแดง ๆ ตามผิวหนัง อาเจียนเป็นมีมูกเลือดปน วิธีรักษาไข้เลือดออก อาการไข้เลือดออก การรักษาไข้เลือดออก ติดเชื้อจากยุงลาย ปวดหัว ไข้สูง เป็นผื่น โรคต่างๆ

ไข้เลือดออก โรคติดต่อ โรคติดเชื้อ ยุงลายกัด

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง เกิดจากยุงลาย เป็นพาหนะนำโรค โรคยุงลายจะพบได้เฉพาะในประเทศเขตร้อนชื้น ไข้เลือดออก ภาษาอังกฤษ เรียก Dengue hemorrhagic fever ไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก เกิดจากยุงลาย อาการไข้เลือดออก วิธีการป้องกัน ไข้เลือดออกเป็นอย่างไร ไม่อยากเป็น ไข้เลือดออก 

ไข้เลือดออก เรียกย่อๆ ว่า DHF ซึ่งมาจากคำว่า Dengue hemorrhagic fever เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ( Dengue virus ) ที่มียุงลายเป็นพาหะของโรค โดยลักษณะอาการคล้ายไข้ไหวัดทั่วไปในระยะแรก แต่อาการจะมีความรุนแรงมากขึ้น และหากรักษาไม่ทันจะทำให้เกิดภาวะช็อก และทำให้เสียชีวิตได้

ระดับความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกจัดเป็นโรคอันตรายที่สามารถมีโอกาสเกิดโรคได้ง่าย ซึ่งระดับความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก นั้น สามารถแบ่งให้เห็นภาพอย่างชั้ดเจนได้ 4 ระดับ โดยรายละเอียดประกอบด้วย

  • ระดับที่ 1 ผู้ป่วยจะมีอาการ คือ มีไข้ และอาการที่สามารถสังเกตุได้อย่างเด่นชัด คือ มีจุดแดง ๆ ตามผิวหนัง แต่ยังไม่แสดงอาการอื่นๆ ในระยะนี้ เหมือนการป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา
  • ระดับที่ 2 ผู้ป่วยจะมีอาการ จ้ำเลือดที่ใต้ผิวหนัง มีเลือดออกจากที่อื่น ๆ ด้วย เช่น การอาเจียนเป็นเลือด การถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ในระยะนี้ ชีพจรและความดันเลือดของผู้ป่วยยังคงปรกติ
  • ระดับที่ 3 ผู้ป่วยจะมีอาการช็อก เช่น มีอาการกระสับกระส่าย มีเหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เต้นเร็ว ระดับความดันต่ำ เริ่มอันตรายแล้วในระยะนี้
  • ระดับที่ 4 เป็นระดับที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยมีอาการช็อกอย่างรุนแรง ชีพจรเต้นเบา ความดันต่ำมีเลือดออกมาก เช่น อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือดมาก

ซึ่งระดับของความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกในระดับที่ 2 ถึง 4 นั้น จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ต้องมีการจับชีพชร วัดความดันโลหิต และตรวจความเข้มข้นของเลือด และตรวจเกล็ดเลือด เป็นระยะ ๆ

โรคไข้เลือดออกเกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคไข้เลือดเกิดจากการที่ยุงลายตัวเมียไปกัดคนที่มีเชื้อไข้เลือดออก เชื้อไวรัสแดงกีจะขยายตัวและอยู่ที่ต่อมน้ำลายของยุง และเมื่อยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกไปกัดคนก้จะแพร่เชื้อไข้เลือดออก ส่วนใหญ่แล้วไข้เลือดออกจะพบมากในเด็ก และเกิดในฤดูฝน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ยุงลายขยายพันธ์ง่าย

อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออก มีอาการหลายอย่าง เริ่มจาก มีไข้สูง เป็นผื่น ปวดตามตัว ปวดศรีษะปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระบอกตา หากรักษาช้าอาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งระยะของอาการไข่เลือดออกมี 3 ระยะ ดังนี้

  • ระยะไข้สูง ในระยะนี้ อาการของโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูงอย่างฉับพลัน หน้าแดง ตาแดง ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว กระหายน้ำ เบื่ออาหารและอาเจียน หลังจากนั้นในระยะ 1 ถึง 2 วัน จะเกิดอาการผิวหนังแดง บริเวณ ใบหน้า ลำคอ และ หน้าอก ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว ในวันที่ 3 จะมีผื่นแดงเหมือนหัด แต่ไม่มีอาการคัน ซึ่งผื่นนี้จะขึ้นตามแขนขา และลำตัว ในผุ้ป่วยบางรายจะพบลักษณะของผื่น เป็นจ้ำเลือด จุดแดงๆ ร่วมด้วย ขึ้นตามหน้า แขน ขา ซอกรักแร้ และในช่องปาก หากอาการเหล่านี้ เกิดขึ้นเกิน 7 วันโดยไม่รักษา จะทำให้เข้าสู่ระยะอันตรายแล้ว คือ ระยะช็อกและมีเลือดออก
  • ระยะช็อกและมีเลือดออก ในระยะนี้ ความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับ 3 และ 4 อาการมีไข้จะลดลง แต่อาการป่วยจะหนักขึ้น ซึมมากขึ้น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ความดันต่ำ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2 วัน แต่หากสามารถผ่านระยะนี้ไปได้ ก็จะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว
  • ระยะฟื้นตัว เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วง ร่างกายก็จะฟื้นเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มทานอาหารได้  ความดันโลหิตกลับมาสู่ปกติ

วิธีรักษาไข้เลือดออก

การรักษาไข้เลือดออกยังไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับไข้เลือดออก การรักษาทำเพียงประคับประคองการเกิดภาวะช็อค ให้ยาลดไข้ เช็ดตัว ให้ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะช็อก และการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

การป้องกันไข้เลือดออก

การป้องกำจัดการเกิดไข้เลือดออก นั้นต้องป้องกันที่สาเหตุของแหล่งแพร่เชื้อ คือ ยุงลาย ต้องป้องกันไม่ให้มียุงลาย และ ไม้ยุงลายมากัดเราได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี แต่ก็ยังไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ รายละเอียดของการป้องกันมีดังนี้

  • ควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายและกำจัดยุงลายและลูกน้ำ
  • พ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มีราคาแพงและเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดพ่นและฉีดเฉพาะในยามที่จำเป็นเท่านั้น โดยควรเลือกฉีดในช่วงเวลาที่มีคนอยู่อาศัยน้อยที่สุดและฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น ท่อระบายน้ำ กระถางต้นไม้ เป็นต้น
  • ใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน คือ ยาจุดกันยุง และสเปรย์ฉีดไล่ยุง โดยสารออกฤทธิ์อาจเป็นยาในกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (Diethyltoluamide – DEET) เป็นต้น เมื่อก่อนมียาฆ่ายุงที่มีชื่อว่าดีดีที (Dichlorodiphenyltrichloroethane – DDT) แต่สารนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วเนื่องจากเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานานมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าขึ้นชื่อว่าสารเคมีไม่ว่าจะเป็นยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุงก็มีความเป็นพิษต่อคนและสัตว์ได้ทั้งนั้น ดังนั้นเพื่อลดความเป็นพิษดังกล่าวจึงควรจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากกว่า ดังนั้นจึงห้ามฉีดลงบนผิวหนังโดยตรง และควรปฏิบัติตั
  • ตัดต้นไม้ที่รก ให้มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเทดี
  • นอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่ติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
  • ควรใส่เสื้อผ้าที่หนาและควรเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว

โรคตาเหล่ ( Strabismus ) คือ อาการที่ตาข้างใดข้างหนึ่งมีอาการผิดปกติ โดยไม่ได้มีจุดโฟกัสในการมองเห็นเป็นจุดเดียว ภาวะลูกตาทั้ง 2 ข้างไม่ขนานกัน และการทำงานของดวงตาเมื่อมองวัตถุไม่ประสานกัน การรักษาโรคตาเหล่ ตาเหล่ รักษาตาเหล่ อาการตาเหล่ ตาเหล่เกิดจากอะไร โรคต่างๆ โรค โรคตา โรคทางตา ชนิดของโรคตาเหล่ โรคตาเข อาการตาเข รักษาตาเข ตาเขเกิดจากอะไร

โรคตาเหล่ โรคตาเข โรคตา โรคไม่ติดต่อ

ตาเหล่ หรือ ตาเข ทางการแพทย์เรียก Strabismus คือ เป็นโรคตา โรคทางตา ซึ่งตาเหล่เป็นอาการที่ตาข้างใดข้างหนึ่งมีอาการผิดปกติ โดยไม่ได้มีจุดโฟกัสในการมองเห็นเป็นจุดเดียว ตาเหล่ คือ ภาวะลูกตาทั้ง 2 ข้างไม่ขนานกัน และการทำงานของดวงตาเมื่อมองวัตถุไม่ประสานกัน โดยผู้ป่วยจะใช้เพียงตาข้างที่ปกติในการมองวัตถุ และในส่วนของดวงตาข้างที่เหล่ อาจเบนเข้าด้านในห ด้านนอก ขึ้นบน หรือ ลงล่าง ก็ได้

ตาเหล่เทียม เรียก Pseudostrabismus สำหรับตาเหล่เทียม นี้จะพบในเด็กเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งบริเวณสันจมูกยังโตไม่เต็มที่ และบริเวณหัวตากว้าง (Epicanthus) จึงทำให้ลักษณะเหมือนกับตาเหล่ แต่เมื่อโตขึ้นมาและร่างกายเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ดั้งจมูกสูงขึ้น ภาวะตาเหล่ก็จะหายไปเอง ลักษณะนี้ เรียกว่า ตาเหล่เทียม

ซึ่งผลเสียของอาการตาเหล่ นั้นประกอบด้วย

  1. เสียบุคลิกภาพ สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดของการตาเหล่ คือ ภาพดวงตาดำที่ผิดปรกติ ดูไม่สวยงาม ส่วนมากคนตาเหล่จะรู้สึกเหมือนเป็นปมด้อย มักไม่ค่อยสู้หน้าคน สิ่งนี้จะเปิดการปั่นทอนจิตใจอย่างช้าๆโดยไม่รู้ตัว
  2. การเกิดบุคลิกภาพที่ผิดจากบุคคลทั่วไป โดยคนตาเหล่จะมีโฟกัสภาพที่ไม่ปรกติก ในคนตาเหล่จะใช้การหันหน้าเอียงคอ เพื่อชดเชยความผิดปกติ ซึ่งสิ่งนี้จะยิ่งทำให้บุคลิกผิดไปจากคนทั่วไป
  3. ความสามารในการมองเห็นน้อยกว่าคนตาปกติ เนื่องจากตาทั้ง 2 ข้างไม่ทำงานร่วมกันหรือเรียกว่าต่างคนต่างทำ ต้องใช้ตาข้างเดียวเป็นหลัก จึงมองวัตถุเล็ก ๆ ไม่เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ทำงานที่ละเอียดได้ไม่ดีนัก เช่น งานเย็บปักถักร้อยหรืองานฝีมือต่าง ๆ เพราะอย่าลืมว่าการมองเห็นที่ดีที่สุดคือต้องมองเห็นภาพเป็น 3 มิติในวัตถุขนาดเล็ก ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยตาที่เห็นชัดทั้ง 2 ข้าง และทำงานประสานสอดคล้องกันเสมอ
  4. เกิดภาวะตาขี้เกียจ เรียก Amblyopia ถากปล่อยทิ้งไว้ดดยไม่แก้ไข อาจถึงขั้นตาบอดได้

เราสามารถแบ่งชนิดของการการตาเหล่ ได้ดังนี้

  1. ตาหนึ่งอยู่ตรงกลาง แต่อีกตาเฉออก
  2. ตาข้างหนึ่งอยู่ตรงกลาง แต่ตาอีกข้างกลับหมุนเข้าใน
  3. ตาหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีกข้างหนึ่งกลอกออกมาทางหางตาหรือออกนอก
  4. ตาเหล่ขึ้นบน
  5. ตาเหล่ลงล่าง

สาเหตุของการเกิดโรคตาเหล่ มีดังนี้

  1. กรรมพันธุ์ โรคตาเหล่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมมได้
  2. เกิดจากสายตาที่ผิดปกติของผู้ป่วย  การใช้สายตาเพ่งบ่อยๆหรือกล้ามเนื้อตาขาดสมดุล สามารถทำให้เกิดตาเหล่ได้
  3. เกิดโรคที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล
  4. การผิดปรติของระบบประสาทส่วนกลาง
  5. ตาเขเกิดจากโรคที่ส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อตา เช่น  เนื้องอกในสมอง มะเร็งในส่วนศีรษะ มะเร็งส่วนลำคอ โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ

การรักษาโรคตาเหล่

สำหรับ การรักษาโรคตาเหล่ นั้น สามารถทำได้ 2 วิธี โดยแบ่งได้ คือ การรักษาโดยการไม่ใช้วิธีผ่าตัด และ การรักษาโดยการผ่าตัด  ซึ่งรายละเอียดของการรักษาทั้ง 2 วิธีนี้ มีดังนี้

  •  การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะให้ใช้เครื่องมือ และ การฝกกายภาพบำบัด เพื่อเป็นการปรับบุคลิกภาพและความสามารการมองเห็นให้เป็นปรกติให้ได้มากที่สุด ซึ่งใช้วิธีดังนี้
    • การให้แว่นสายตา ใช้รักษาในผู้ป่วยตาเหล่ที่มีสาเหตุมาจากสายตาผิดปกติ เช่น สายตายาวที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดตาเหล่เข้า หรือ สายตาสั้นที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดตาเหล่ออก
    • ให้แว่น prism ซึ่งช่วยหักเหแสงให้ตกลงพอดีที่จุดรับภาพที่จอตา
    • การฝึกกล้ามเนื้อตา
    • การรักษาด้วยยา เช่น การฉีดโบท็อกช์ (Botulinum Toxin) โดยฉีดที่กล้ามเนื้อตา ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นอ่อนแรง มีฤทธิ์อยู่นานประมาณ 2-3 เดือน
    • การรักษาตาขี้เกียจ (Amblyopia) ในเด็กตาเหล่ที่มีภาวะตาขี้เกียจ จำเป็นต้องรีบให้การรักษาทันที และต้องรักษาก่อนที่จะผ่าตัดแก้ไขตาเหล่ และควรรักษาช่วงก่อนที่เด็กจะอายุมากกว่า 7 ปี ซึ่งเมื่อเด็กอายุมากกว่า 8-9 ปีขึ้นไปมักรักษาไม่ได้ผลแล้ว ตาข้างนั้นก็จะมัวอย่างถาวร การรักษาตาขี้เกียจทำโดยการปิดตาข้างที่ดี เพื่อกระตุ้นให้ตาข้างที่เป็นตาขี้เกียจได้ใช้งาน ควรปิดตาอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง จนกว่าสายตาทั้งสองข้างจะมองเห็นปกติแต่ละรายอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน
  • การรักษาโดยการผ่าตัด สำหรับการผ่าตัดนี้ แพทย์จะผ่าตัดกล้ามเนื้อตา ทำให้ตาตรง แต่สำหรับการผ่าตัดโรคตาเหล่ในเด็กนั้น หากตรวจและพบว่ามีภาวะตาเหล่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีความผิดปกติในส่วนอื่น เช่น ประสาทตา ภาวะตาขี้เกียจ การผ่าตัดรักษาตาเหล่จะช่วยให้ตาตรง กลับมาสวยงาม และช่วยทำให้การมองเห็นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และหากไม่ยอมรักษาตั้งแต่เด็ก ก็สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่ประสิทธิภาพการมองเห็นจะไม่สามารถกลับมาปรกติ เหมือนการรักษาตั้งแต่เด็กได้

การดูแลผู้ป่วยตาเหล่หลังการผ่าตัด

หลังจากการผ่าตัดแพทย์จะปิดตาข้างที่ผ่าตัดไว้ 1 วัน จากนั้นก็สามารถเปิดใช้สายตาได้ตามปกติ แต่ในการนอนนั้นให้ใส่ที่ครอบตาเพื่อป้องกันการถูกกระทบกระเทือนในช่วงสัปดาห์แรก และไม่ควรให้น้ำเข้าตาเพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้

หลังจากการผ่าตักรักษาตาเหล่และผ่าช่วงของการดูแลในสัปดาห์แรก จะทำให้ตาดูตรงเป็นปกติ สวยงาม มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
ประสิทธิภาพการมองเห็นของตาทั้ง 2 ข้างก็จะดีขึ้น

ตาเหล่! ใครว่ารักษาไม่ได้ ตาเหล่ (ตาเขหรือตาส่อน) คือสภาวะที่ลูกตาทั้งสองข้างไม่ขนานกัน โดยที่ตาข้างหนึ่งอาจเหล่ออก. เหล่เข้า เหล่ขึ้นบนหรือลงล่างก็ได้ ตาเหล่นั้นอาจเหล่ตลอดเวลา สาเหตุของโรคตาเหล่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อตาทำงานไม่สมดุลกัน หรืออาจเกิดจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ในเด็กบางคนอาจเกิดเป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนในเด็กที่มีสายตาสั้นมากๆ คนที่เกิดมาตาเหล่น้อยๆ หรือที่เรียกว่า “ตาส่อน” นั้นก็ดูหวานดี ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงยิ่งดูน่ารักใหญ่แต่ถ้าส่อนมากๆ จนถึงขั้นเหล่ก็จะ กลายเป็นปมด้อยของเจ้าตัวไป

โรคทางตาอื่นๆ

โรคทางตา ตาเหล่ ตาเข การรักษา
ตาเหล่
โรคทางตา ต้อหิน รักษาอย่างไร
โรคต้อหิน
 ภาวะความดันตาสูง
โรคทางตา ต้อกระจก เกิดจากอะไร
ต้อกระจก
โรคตาแดง โรคทางตา อาหการและการรักษา
โรคตาแดง
โรคเกี่ยวกับตา โรคตาแห้ง ตาแห้ง
ตาแห้ง
โรคตา ตากุ้งยิง การรักษาตากุ้งยิง
โรคตากุ้งยิง
โรคทางตา เลือดออกในวุ้นตา อาการ รักษา
เลือดออกในวุ้นตา
โรคเกี่ยวกับตา จอประสาทตาลอก จอตาลอก
จอประสาทตาลอก
เยื่อบุตาอักเสบ โรคเกี่ยวกับตา ร้กษา
เยื่อบุตาอักเสบ
โรคตา เบาหวานขึ้นตา เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร
เบาหวานขึ้นตา
ต้อเนื้อ ต้อลม โรคตา การรักษา
ต้อเนื้อ ต้อลม
การรักษาตา โรคริดสีดวงตา
ริดสีดวงที่ตา

สมุนไพรบำรุงสายตา ประกอบด้วย พืช ผัก ต้นไม้ ที่มีวิตามินเอ สูง สามารถช่วยบำรุงสายตาได้ดี มีดังนี้

มะละกอ ผลไม้ สมุนไพร ประโยชน์ สรรพคุณ
มะละกอ
 ผักบุ้ง ผักสมุนไพร ยาเย็น บำรุงผิว ลดน้ำตาลในเส้นเลือด
ผักบุ้ง
ปอผี ผักกระเดียง สมุนไพร บำรุงหัวใจ รักษาเบาหวาน รักษาตาฟาง
ปอผี
ผักกระเดียง
มะนาว สมุนไพร รสเปรี้ยว วิตามินซี แคลเซี่ยม สูง
มะนาว
ตำลึง สมุนไพร สารพัดประโยชน์ บำรุงสายตาย รักษาสายตา บำรุงสายตา
ตำลึง
ชะพลู สมุมไพร ขับลม บำรุงสายตา ลดความดัน
ชะพลู
ขมิ้น สมุนไพร รักษาสายตา บำรุงสายตา
ขมิ้น
ช่วยให้ผมดก บำรุงผม ทำยาสระผม อัญชัน
อัญชัน
เสาวรส สมุนไพร รักษาสายตา บำรุงสายตา
เสาวรส
ฟักทอง สมุนไพร บำรุงสายตา
ฟักทอง
มะรุม สมุนไพร ป้องกันมะเร็ง ขับลม
มะรุม
ชะอม สมุนไพร สรรพคุณ บำรุงเลือด บำรุงสายตา
ชะอม
เดือย ลูกเดือย ธัญพืช สรรพคุณ มากมาย
ลูกเดือย
สมุนไพรขับประจำเดือน ลูกยอ รักษาสายตา บำรุงสายตา
ยอ
ผักโขม สมุนไพร ช่วยขับปัสสาวะ
ผักโขม
มะระ สมุนไพร ป้องกันมะเร็ง
มะระ

โรคต่างๆแยกตามประเภทของโรค

โรคไม่ติดต่อ โรค การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคไม่ติดต่อ


โรคติดต่อ โรคต่างๆ การรักษาโรค โรคระบาด
โรคติดต่อ


โรคติดเชื้อ การติดเชื้อ การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคติดเชื้อ

โรคตา โรคเกี่ยวกับการมองเห็น สายตาผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคตา

โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมน การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ

โรคระบบประสาท โรคต่างๆ โรคมีอะไรบ้าง การรักษาโรค
โรคระบบประสาท

โรคสมอง โรคเกี่ยวกับระบบความจำ โรคเกี่ยวกับสมอง สมองผิดปรกติ
โรคเกี่ยวกับสมอง

โรคในช่องปาก ความผิดปรกติใชช่องปาก โรคปาก การรักษาโรค
โรคในช่องปาก

โรคกระดูก โรคข้อ เกี่ยวกับข้อและกระดูก การรักษาโรค
โรคข้อและกระดูก

โรคระบบทางเดินอาหาร โรคในช่องท้อง โรคระบบย่อยอาหาร โรคระบบขับถ่าย
โรคระบบทางเดินอาหาร

โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับการหายใจ โรคปอด โรคในช่องอก
โรคระบบทางเดินหายใจ

โรคไต โรคระบบกรองเลือด ระบบไตผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคไต

โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคต่างๆ
โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหูคอจมูก โรคหู โรคคอ โรคจมูก
โรค หู คอ จมูก

โรคติดต่อทางเพศ โรคติดเชื้อทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคจากเพศสัมพันธ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคผิวหนัง ความผิดปรกติของผิวหนัง การรักษาโรค โรคต่างๆ
โรคผิวหนัง
โรคเด็ก โรคของเด็ก โรคเกี่ยวกับเด็ก โรคสำหรับเด็ก
โรคเด็ก
โรคตับ โรคเกี่ยวกับตับ โรคในช่องท้อง โรคต่างๆ
โรคตับ