โรคเอดส์ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อไวรัส HIV ส่วนมากเกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ติดเชื้อเอดส์ต้องทำอย่างไร การรักษาโรคเอดส์ และ การป้องกันโรคมีอะไรบ้าง

โรคเอดส์ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โรคติดต่อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคเอดส์ ( AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome ) เป็นโรคอันตราย โรคติดต่อที่ถ่ายทอดจากคนสู่คน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย การชอบเปลี่ยนคู่นอน การรักรวมเพศ การเสพยาเสพติด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ต่างเป็นสาเหตุขอการติดโรคเอดส์ ในปัจจุบันมียารักษา ผู้ป่วยโรคเอดส์ต้องกินยาต้านไวรัส ตลอดชีวิต และ ต้องดูแลสุขภาพไม่ให้ติดเชื้อโรคต่างๆ

สาเหตุของเอดส์

โรคเอดส์ เกิดจากเชื้อไวรัส ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส ( Human Immunodeficiency Virus ) เรียกย่อๆ ว่า HIV เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำลง จนทำให้ร่างกายไม่มีสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ ผู้ป่วยโรคเอดส์ ติดเชื้อโรคได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม เชื้อรา เป็นต้น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ส่วนมากมักเสียชีวิตจากการเกิดโรคแทรกซ้อน

การเข้าสู่ร่างกายของเชื้อเอชไอวี เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีติดเชื้อเอดส์ การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกจากการตั้งครรภ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ เป็นต้น

สายพันธ์ของโรคเอดส์

ไวรัสเอชไอวี ปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์ พบว่ามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ดั้งเดิมของโรคนี้ คือ เอชไอวี1 ( HIV1 )สายพันธ์นี้พบมากใน ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกากลาง และทวีปอเมริกา อีกสายพันธ์หนึ่ง คือ เอชไอวี 2 ( HIV2 ) พบมากในทวีปแอฟริกา แต่สายพันธุ์เอชไอวี ที่พบมากที่สุดในโลก คือ สายพันธุ์ซี ซี่งสายพันธ์นี้ พบใน ทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย ประเทศจีน และประเทศพม่า

สำหรับประเทศไทย พบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์เออี (A/E) และ สายพันธ์บี (B) สายพันธุ์เอชไอวีที่ไม่เคยพบในประเทศไทย คือ สายพันธุ์ซี

การติดต่อโรคเอดส์

สำหรับช่องทางการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี มี 3 ช่องทาง คือ การมีเพศสัมพันธ์ การรับเชื้อโรคทางเลือด และ การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก รายละเอียด ดังนี้

  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอชไอวี เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อเอดส์ จากข้อมูลของกองระบาดวิทยาระบุว่าร้อยละ 83 ของผู้ติดเชื้อเอดส์ ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
  • การรับเชื้อทางเลือด ซึ่งการรับเชื้อโรคพบได้ใน 2 กรณี คือ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และ การรับเลือดโดยตรงจากการรับเลือด
  • การติดต่อจากแม่สู่ลูก เกิดจากมารดาที่มีเชื้อเอดส์และตั้งครรภ์ ปัจจุบันมีวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยการกินยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์

ระยะของการเกิดโรคเอดส์

สำหรับระยะการเกิดโรคเอดส์ มีอาการของโรค 3 ระยะ คือ ระยะไม่แสดงอาการ ระยะมีอาการสัมพันธ์กับโรคเอดส์ และ ระยะโรคเอดส์ รายละเอียด ดังนี้

  • ระยะไม่ปรากฏอาการ ในระยะผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์ ไม่ปรากฏอาการผิดปกติ ภายนอกดูปรกติแข็งแรง ซึ่งในระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 8 ปี และในผู้ติดเชื้อบางรายไม่แสดงอาการนานถึง 10 ปี เป็นระยะอันตรายต่อการแพร่เชื้อโรคมากที่สุด เพราะ ผู้ป่วยไม่รู้ว่าตนติดเชื้อโรค
  • ระยะมีอาการสัมพันธ์กับโรคเอดส์ เป็นระยะที่เริ่มมีการตรวจพบเลือดบวก และ เห็นอาการผิดปกติของร่างกายชัดเจนมากขึ้น  เช่น มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต มีเชื้อราในช่องปาก เป็นงูสวัด มีอาการ เช่น มีไข้สูง ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด โดยไม่ทราบสาเหตุของโรค
  • ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง เริ่มเกิดอาการติดเชื้อแทรกซ้อน ผู้ป่วยในระยะนี้ มักเสียชีวิตภายใน 2 ปี

อาการของโรคเอดส์

สำหรับอาการที่แสดงให้เห็นในผู้ป่วยโรคเอดส์ มักจะแสดงอาการต่างๆ ดังนี้

  • มีอาการปอดอักเสบ
  • ระบบความจำสูญเสีย มีอาการซึมเศร้า และ แสดงอาการที่ระบบประสาท
  • มีอาการท้องเสียเรื้อรัง
  • อ่อนเพลีย และ เหนื่อยง่าย
  • มีไข้สูงบ่อยๆ
  • เหงื่อออกเวลากลางคืน
  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
  • มีผื่นขึ้นตามตามผิวหนัง ช่องปาก จมูก และ เปลือกตา
  • มีแผลที่ริมฝีปาก อวัยวะเพศ และ ทวารหนัก
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้และขาหนีบ บวมโต

การรักษาโรคเอดส์

สำหรับการรักษาโรคเอดส์ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ การรักษาโรคเอดส์ คือ การช่วยชะลอการพัฒนาของเชื้อโรค โดยการกินยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือ ยาต้านรีโทรไวรัส ( Antiretrovirals: ARVs ) หากผู้ป่วยพบว่าตนติดเชื้อเอดส์เร็ว ก็จะสามารถควบคุมไวรัสได้ดีกว่าพบเชื้อไวรัส เมื่อเข้าสู่ระยะที่สอง

การป้องกันโรคเอดส์

สำหรับการป้องกันโรคเอดส์ ที่ดีที่สุด คือ การไม่รับเชื้อโรคในทุกช่องทางทีเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค แนวทางการป้องกันโรคเอดส์ มีดังนี้

  • ไม่มีเพศสัมพันธืกับคนที่ไม่ใช่คู่นอน
  • ไม่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ
  • สวมถุงยางอนามัย เมื่อจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช้คู่นอน
  • ไม่เสพยาเสพติด
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • ระมัดระวังการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อเอดส์

พยาธิในช่องคลอด คือ โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ของผู้หญิง ภาวะการติดเชื้อปรสิต อาการคันหี ช่องคลอดเหม็น ตกขาวเป็นสีเขียว ตกขาวมีฟอง และ ปวดเวลาฉี่ โรคนี้รักษาอย่างไร และ การป้องกันต้องทำอะไรบ้าง

ตกขาวสีเขียวมีฟอง พยาธิช่องคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคพยาธิในช่องคลอด ( Trichomoniasis ) คือ โรคจากภาวะติดเชื้อโรคที่ระบบสืบพันธ์เพศหญิง เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย ซึ่งอาการที่สำคัญ คือ คันอวัยวะเพศ อวัยวะเพศมีกลิ่นเหม็น ตกขาวผิดปรกติ และ ปวดแสบเวลาปัสสาวะ สามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ส่วนมากเกิดกับสตรี โรคนี้สามารถกลับมาติดเชื้อซ้ำได้หลังจากรักษาหายแล้ว

สาเหตุของโรคพยาธิในช่องคลอด

โรคนี้เกิดจาก เชื้อโรคโปรโตซัว ชื่อ Trichomonas Vaginalis เป็นพยาธิที่สามารถพบในช่องคลอด หรือ น้ำอสุจิ เชืื้อโรคจะสามารถแพร่จากผู้ป่วยที่มีเชื้อสู่คนอื่นๆได้ จากการมีเพศสัมพันธ์ ซี่งเชื้อโรคจะทำให้เกิดความผิดปรกติที่ระบบสืบพันธ์ ทั้งในช่องคลอดและท่อปัสสาวะ โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงการเกิดโรค มีดังนี้

  • กลุ่มคนที่อายุเกิน 40 ปี
  • กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมชอบมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช้สามีหรือภรรยาของตนเอง
  • กลุ่มคนที่ไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์
  • กลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับบริการทางเพศต่างๆ

อาการของผู้ป่วยโรคพยาธิในช่องคลอด

สำหรับคที่ติดพยาธิในช่องคลอด ในระยะแรกของการติดเชื้อ 30 วันแรก ไม่แสดงอาการ แต่หลังจากนั้น ผู้ป่วยจะแสดงอาการผิดปรกติต่างๆ ดังนี้

  • ตกขาวมากผิดปกติ
  • ตกขาวเป็นฟอง ซึ่งตกขาวมีสีต่างๆ เช่น สีขาว สีเทา สีเหลือง หรือ สีเขียว
  • ตกขาวมีมีกลิ่นเหม็นคาวปลา
  • เลือดออกจากช่องคลอด
  • อวัยวะเพศบวม แดง
  • คันที่อวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะบ่อยผิดปรกติ
  • ปวดเวลาปัสสาวะ
  • เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

การตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิในช่องคลอด

สำหรับการวินิจฉัยโรค เมื่อเกิดอาการผิดปรกติที่ช่องคลอด แพทย์จะทำการวินิจฉัย จากการซักประวัติ และ สังเกตุอาการต่างๆ จากนั้นตรวจร่างกายเบื้องต้น เพื่อการโรคต่างๆ เช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบ โรคหูด โรคเริม หนองใน เป็นต้น และ ทำการตรวจภายใน เก็บตัวอย่างน้ำเมือกจากการตกขาว เพื่อตรวจหาพยาธิ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคพยาธิในช่องคลอด

สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ใช้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นหลัก และ การดูแลตนเอง ไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ โดยแนวทางการรักษา มีดังนี้

  • ให้ยา เมโทรนิดาโซล หรือ ทินิดาโซล ให้รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • ช่วงการรักษาห้ามดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น
  • ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษา
  • สำหรับหญิงมีครรภ์ หรือ อยู่ในระหว่าการให้นมบุตร ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาทุกชนิด

การป้องกันโรคพยาธิในช่องคลอด

สำหรับการป้องกันโรคพยาธิในช่องคลอด โรคนี้สาเหตุจากการติดเชื้อโรคจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโรค ดังนั้นการป้องกันโรคต้องป้องกันที่สาเหตุของการเกิดโรค โดยรายละเอียด ดังนี้

  • ไม่มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอน
  • สวมถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคจากการมีเพศสัมพันธ์
  • หากมีอาการผิดปรกติจากการตกขาว หรือ ปัวสาวะแสบ ให้ปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
ขายถุงกระสอบ ถุงกระสอบ ถุงสายรุ้ง ขายถุงสายรุ้ง
โรคและการรักษาโรค

โรคฉี่หนู แล็คโตสไปโรซิส โรคติดเชื้อ โรคระบบประสาท
โรคฉี่หนู หรือ โรคเลปโตสไปโรซิส

ท้องร่วง ท้องเสีย ขี้แตก โรคติดเชื้อ
ท้องร่วงจากเชื้ออีโคไล (E. coli)
ไตอักเสบ โรคไต โรคไม่ติดต่อ โรคไตอักเสบ
โรคไตอักเสบ
โรคไตรั่ว โรคไต ไตอักเสบเนโฟรติก ภาวะไตรั่ว
โรคไตรั่ว หรือ ไตอักเสบเนโฟรติก
โรคไตวายเฉียบพลัน โรคไต ภาวะไตวาย โรคไม่ติดต่อ
ไตวายเฉียบพลัน
โรคไตวายเรื้อรัง โรคไต ไตบายเรื้อรัง โรคไม่ติดต่อ
ไตวายเรื้อรัง
โรคไต ภาวะถุงน้ำในไต โรคถุงน้ำในไต โรคไม่ติดต่อ
โรคถุงน้ำในไต
โรคนิ่วในไต ภาวะไตอักเสบ โรคไต โรคไม่ติดต่อ
โรคนิ่วในไต
โรคต่างๆ

โรคสมอง โรคเกี่ยวกับระบบความจำ โรคเกี่ยวกับสมอง สมองผิดปรกติ
โรคสมอง

โรคในช่องปาก ความผิดปรกติใชช่องปาก โรคปาก การรักษาโรค
โรคในช่องปาก
โรคกระดูก โรคข้อ เกี่ยวกับข้อและกระดูก การรักษาโรค
ข้อและกระดูก
โรคระบบทางเดินอาหาร โรคในช่องท้อง โรคระบบย่อยอาหาร โรคระบบขับถ่าย
ระบบทางเดินอาหาร
โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับการหายใจ โรคปอด โรคในช่องอก
ระบบทางเดินหายใจ
โรคไต โรคระบบกรองเลือด ระบบไตผิดปรกติ โรคต่างๆ
โรคไต
สมุนไพร แยกตามสรรพคุณ

สมุนไพรบำรุงเหงือกและฟัน สมุนไพร สมุนไพรไทย
บำรุงเหงือกและฟัน

สมุนไพรแก้หอบหืด สมุนไพร สมุนไพรไทย
รักษาหืดหอบ
สมุนไพรแก้ท้องเสีย สมุนไพร สมุนไพรไทย
แก้ท้องเสีย
สมุนไพรสมองและระบบประสาท สมุนไพร สมุนไพรไทย
บำรุงระบบประสาท
สมุนไพรรักษาหลอดลมอักเสบ สมุนไพร สมุนไพรไทย
รักษาหลอดลมอักเสบ
สมุนไพรช่วยขับประจำเดือน สมุนไพร สมุนไพรไทย
ช่วยขับประจำเดือน
สมุนไพรบำรุงหัวใจ สมุนไพร สมุนไพรไทย
บำรุงหัวใจ
สมุนไพรช่วยลดไข้ สมุนไพร สมุนไพรไทย
ช่วยลดไข้
เรื่องสมุนไพรน่ารู้

ผักชีฝรั่ง สมุนไพร สมุนไพรไทย สรรพคุณของผักชีฝรั่งผักชีฝรั่ง

ซ่อนกลิ่น สมุนไพร สมุนไพรไทย สรรพคุณซ่อนกลิ่นซ่อนกลิ่น
ข่า สมุนไพร สมุนไพรไทย พืชสวนครัวข่า
กุยช่าย สมุนไพร สมุนไพรไทย ผักสวนครัวกุยช่าย
ว่านโด่ไม่รู้ล้ม สมุนไพร สมุนไพรไทย เพิ่มสมรรถภาพทางเพศว่านโด่ไม่รู้ล้ม
บัว บัวหลวง สมุนไพร สมุนไพรไทยบัวหลวง

อ้อย ต้นอ้อย สมุนไพร สมุนไพรไทยอ้อย
กวาวเครือ สมุนไพร สมุนไพรไทย ทำให้นมโตกวาวเครือขาว