บุก Konjac พืชไฟเบอร์สูง  King Of Fiber สมุนไพรสำหรับคนลดน้ำหนัก บุกช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวานได้ ทำความรู้จักกับสรรพคุณและโทษของบุก

บุก สรรพคุณของบุก สมุนไพร

ต้นบุก ภาษาอังกฤษ เรียก Konjac อ่านออกเสียงว่า คอน-จัค ชื่อวิทยาศาสตร์ของบุก คือ Amorphophallus konjac K.Koch สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของบุก เช่น บุกคุงคก เบีย เบือ มันซูรัน หัวบุก บุกคางคก บุกหนาม บุกหลวง หมอ ยวี จวี๋ ยั่ว หมอยื่อ เป็นต้น บุกมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมากในประเทศอินโดนีเซียและไทย ซึ่งประเทศไทยพบบุกมากในแถบภาคเหนือและภาคตะวันตก ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี เป็นต้น

ประโยชน์ของบุก โดยทั่วไปนิยมใช้ประโยชน์จากหัวบุกในการบริโภค ซึ่งหัวบุกเป็นแป้งสามารถทานแทนข้าวได้ มีการนำบุกมาทำอาหารไทยหลายเมนู เช่น แกงบวชมันบุก แกงส้ม แกงเลียง ห่อหมก หรือนำมาต้มลวกจิ้มกับน้ำพริกรับประทานได้ นอกจากนี้มีการนำบุกมาแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ เช่น วุ้นเส้นบุก เส้นหมี่แป้งหัวบุก วุ้นบุกก้อน ขนมบุก เครื่องดื่มบุกผง

ประโยชน์จากบุกไม่ใช่เพียงเป็นอาหาร บุกสามารถปลูกเพื่อเป็นพืชสวยงามได้ นิยมนำมาปลูกประดับตามใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้น ปลูกใส่กระถางเป็นไม้ประดับทั่วไป

ส่วนประโยชน์ของบุกด้านการรักษาโรค สรรพคุณของบุก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด รักษาโรคเบาหวาน เป็นยาแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้ไอ ละลายเสมหะ แก้โรคท้องมาน ใช้สำหรับสตรีประจำเดือนมาไม่ปรกติ ใช้แก้พิษงู ใช้เป็นยาแก้แผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก แก้ฝีหนองบวมอักเสบ  ใช้เป็นยาแก้ปวด แก้ฟกช้ำดำเขียว ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยขับระดูของสตรี ใช้เป็นยาพอกฝี

ลักษณะของต้นบุก

ต้นบุก ถือเป็น พืชล้มลุกชนิกหนึ่ง เป็นไม้เนื้ออ่อน ลักษณะของลำต้นอวบและมีสีเขียวเข้ม ใบบุกเป็นใบเดี่ยว ซึ่งใบของบุกจะแตกใบที่ยอดและใบแผ่ขึ้นเหมือนร่มกาง ดอกของบุกจะมีสีเหลือง จะบานในตอนเย็น มีกลิ่นฉุน ลักษณะเหมือนดอกหน้าวัว ลักษณะของต้นบุก มีดังนี้

  • ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน มีความสูงของต้นประมาณ 50-150 เซนติเมตร หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ ลักษณะของหัวเป็นรูปค่อนข้างกลมแบนเล็กน้อย หรือกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 เซนติเมตร ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลำต้นและกิ่งก้านมีลักษณะกลมใหญ่ เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวมีลายแต้มสีขาวปะปนอยู่
  • ใบบุก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร
  • ดอกบุก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงทรงกระบอกกลมแบน มีกลิ่นเหม็น สีม่วงแดงอมเขียว มีกาบใบยาวประมาณ 30 เซนติเมตร สีม่วงอมเหลือง โผล่ขึ้นพ้นจากกลีบเลี้ยงที่มีสีม่วง
  • ผลบุก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแบน เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม

สรรพคุณของบุก

สำหรับสรรพคุณของบุก เรานิยมใช่ประโยน์ทางยาของบุก จาก หัว รากและเนื้อของลำต้น รายละเอียด ดังนี้

  • หัวบุก มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด รักษาโรคเบาหวาน เป็นยาแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้ไอ ละลายเสมหะ แก้โรคท้องมาน ใช้สำหรับสตรีประจำเดือนมาไม่ปรกติ ใช้แก้พิษงู ใช้เป็นยาแก้แผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก แก้ฝีหนองบวมอักเสบ  ใช้เป็นยาแก้ปวด แก้ฟกช้ำดำเขียว
  • รากของบุก ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยขับระดูของสตรี ใช้เป็นยาพอกฝี

ข้อควรระวังในการบริโภคบุก

สำหรับข้อห้ามสำหรับการรับประทานบุก คือ หัวบุกจะมีรสเผ็ด เป็นยาร้อน มีพิษ ออกฤทธิ์ต่อม้าม ตับ และระบบทางเดินอาหาร ดังนั้น ในกลุ่มคนที่ ม้าม ตับ และระบบทางเดินอาหาร ไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน และไม่รับประทานมากเกินไป ซึงข้อควรระวังในการบริโภคบุก มีรายละเอียดดังนี้

  • ในเนื้อหัวบุกป่าจะมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) เป็นจำนวนมาก ที่ทำให้เกิดอาการคัน ส่วนเหง้าและก้านใบถ้าปรุงไม่ดีแล้วรับประทานเข้าไปจะทำให้ลิ้นพองและคันปากได้
  • ก่อนนำมารับประทานจะต้องกำจัดพิษออกก่อน และไม่รับประทานกากยาหรือยาสด
  • กรรมวิธีการกำจัดพิษจากหัวบุก ให้นำหัวบุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตำพอแหลก คั้นเอาน้ำออกพักไว้ นำกากที่ได้ไปต้มน้ำ แล้วคั้นเอาแต่น้ำ นำไปผสมกับน้ำที่คั้นครั้งแรก แล้วนำไปต้มกับน้ำปูนใสเพื่อให้พิษหมดไป เมื่อเดือดก็พักไว้ให้เย็น จะจับตัวกันเป็นก้อน จึงสามารถใช้ก้อนดังกล่าวในการปรุงอาหารหรือนำไปตากแห้งเพื่อใช้เป็นยาได้
  • ถ้าเกิดอาการเป็นพิษจากการรับประทานบุก ให้รับประทานน้ำส้มสายชูหรือชาแก่ แล้วตามด้วยไข่ขาวสด แล้วให้รีบไปพบแพทย์
  • เนื่องจากวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก จึงไม่ควรบริโภควุ้นบกภายหลังการรับประทาน แต่ให้รับประทานก่อนอาหารไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการบริโภคอาหารที่ผลิตจากวุ้น เช่น วุ้นก้อนและเส้นวุ้น สามารถบริโภคพร้อมอาหารหรือหลังอาหารได้ เพราะวุ้นดังกล่าวได้ผ่านกรรมวิธีและได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว และการการที่จะขยายตัวหรือพองตัวได้อีกนั้นจึงเป็นไปได้ยาก ส่วนในเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการนั้นพบว่าวุ้นบุกไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เนื่องจากไม่มีการย่อยสลายเป็นน้ำตาลในร่างกาย และไม่มีวิตามินและแร่ธาตุ หรือสารอาหารใด ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเลย
  • กลูโคแมนแนนมีผลทำให้การดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันลดลง ซึ่งจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้ แต่จะไม่มีผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ
  • การกินผงวุ้นบุกในปริมาณมาก อาจทำให้มีอาการท้องเดินหรือท้องอืด มีอาการหิวน้ำมากกว่าเดิม บางคนอาจมีอาการอ่อนเพลียเพราะระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

ว่านมหาหงส์ ( Butterfly lily ) สมุนไพร ไม้มงคล สรรพคุณรักษาโรคไต เป็นอายุวัฒนะ เพิ่มกำลัง แก้กระษัย ช่วยขับลม กระตุ้นน้ำย่อย แก้ลมชัก แก้ท้องอืด รักษาแผลฟกช้ำ ประโยชน์มีอะไรบ้าง

ว่านมหาหงส์ สมุนไพร สรรพคุณของมหาหงส์

มหาหงส์ ภาษาอังกฤษ เรียก Butterfly lily ชื่อวิทยาศาสตร์ของมหาหงส์ คือ Hedychium coronarium J.Koenig สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของว่านมหาหงส์ เช่น เลเป ลันเต ตาห่าน เหินแก้ว เหินคำ ว่านกระชายเห็น สะเลเต กระทายเหิน หางหงส์ ตาเหิน เฮวคำ เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยของว่านมหาหงส์ นิยมนำมาทำเป็นโลชั่นกันยุง นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางค์ ครีม โลชั่น โคโลน สบู่ ครีมอาบน้ำ น้ำหอม หรือโคลนหมักตัว หลายชนิด

ประโยชน์ของต้นมหาหงส์ คนภาคเหนือนิยมนำหน่ออ่อนมาลวกทานกับน้ำพริก ดอกว่านมหาหงส์นำมาบูชาพระ น้ำมันจากว่านมหาหงส์นำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลง เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอม ความหอมของดอกมหาหงส์ นิยมใช้เป็นส่วนผสมในครีม โลชัน โคโลญจน์ สบู่ ครีมอาบน้ำ หรือโคลนหมักตัว

ว่านมหาหงส์ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับ สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ดอกมหาหงส์มีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็นถึงมืด ปัจจุบันพบว่ามีการนำพันธุ์มหาหงส์เข้ามาปลูกกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นชนิดดอกสีขาว ดอกสีขาวตรงกลางเหลือง ดอกสีขาวตรงกลางแดง ดอกสีแดงอมสีชมพูจนถึงสีแดงเข้ม

ลักษณะของต้นว่านมหาหงส์

ต้นมหาหงส์ เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อายุหลายปี สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดรำไร ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ มักขึ้นตามพื้นที่ชื้นแฉะ เช่น ตามชายป่าใกล้ลำธาร ต้นมหาหงส์สามารถขยายพันธ์โดยการแยกเหง้า ลักษณะของว่านมหาหงส์ มีดังนี้

  • ลำต้นมหาหงส์ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้าเป็นสีนวลและมีกลิ่นเฉพาะตัว ลำต้นจะโผล่ออกมาเหนือพื้นดิน มีกาบใบซ้อนกันแน่น ลักษณะกลมสีเขียว
  • ใบมหาหงส์ ลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนผิวเกลี้ยง ก้านใบสั้นเป็นกาบห่อหุ้มลำต้น ลักษณะเป็นมัน เนื้อเยื่อบางสีขาว
  • ดอกมหาหงส์ ลักษณะดอกออกเป็นช่อ ออกดอกที่ปลายยอดของลำต้น ก้านช่อดอกยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ดอกมีใบมาก เรียงซ้อนกัน ใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม ผิวเกลี้ยง เป็นสีขาว
  • ผลมหาหงส์ ลักษณะผลเป็นผลแห้ง ผลกลม แตกออกได้เป็นพู

สรรพคุณของว่านมหาหงส์

สำหรับการใช้ประโยชน์จากมหาหงส์ ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรคนั้น เราใช้ประโยชน์จากเหง้าของมหาหงส์ ทั้งการนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย การตากแห้ง และ การใช้เหง้าสด สรรพคุณของว่านมหาหงส์ มีดังนี้

  • เหง้ามหาหงส์ตากแห้ง นำมาบดผสมน้ำผึ้งและปั้นเป็นยา สรรพคุณบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ แก้กษัย บำรุงไต
  • เหง้ามหาหงส์สด นำมาต้มหรือคั้นเอาน้ำมาดื่ม สรรพคุณแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย แก้ลมชัก รักษาแผลฟกช้ำ รักษาแผลบวม
  • เหง้ามหาหงส์ นำมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย จะได้ของเหลวใส สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุน มีสารสำคัญ คือ beta-pinene , borneol , d-limonene และ linalool นำเป็นโลชันกันยุงและเป็นส่วนผสมของน้ำหอม รวมถึงครีมต่างๆมากมาย

 

โทษของว่านมหาหงส์

สำหรับการใช้ประโยชน์จากว่านมหาหงส์ มีข้อควรระวังดังนี้

  • ว่านมหาหงส์นำมาตากแห้งและบดรับประทานนั้น กระบวนการระหว่างการตากแห้งอาจมีสิ่งสกปรกเจอปน และอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อโรคต่างๆตามมา ดังนั้นกระบวนการตากแห้งต้องควบคุมความสะอาดให้ดี
ถุงกระสอบ ถุงล้อลาก ถุงสายรุ้ง ถุงการ์ตูน
ขายถุงกระสอบ ถุงสายรุ้ง ย้ายหอ ย้ายบ้าน ต้องการถุงกระสอบ ถุงกระสอบราคาโรงงาน
ติดต่อ ทรัพย์ทวี Line Id : nongnlove