ซิฟิลิส ตุ่มขึ้นริมฝีปาก ตุ่มขึ้นอวัยวะเพศ ผื่นขึ้นตามตัว

ซิฟิลิส ( Syphilis ) ติดเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมาพัลลิดุม ( Treponema pallidum ) ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดข้อ ผื่นแดง มีแผลที่อวัยวะเพศโรคซิฟิลิส โรคติดต่อ โรคติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคซิฟิลิส ( Syphilis ) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมาพัลลิดุม ( Treponema pallidum ) เป็นลักษณะของโรคเรื้อรัง และ สามารถติดต่อกันได้ง่ายเนื่องจากผู้ป่วยโรคซิฟิลิสในระยะแรกที่สามารถแพร่เชื้อโรคได้มักไม่แสดงอาการของโรค การสัมผัสเชื้อโรคจากผู้มีเชื้อโรค สามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสร่างกาย ผิวหนังมี่มีแผล รวมถึงการรับเชื้อของลูกจากแม่

สาเหตุของโรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมาพัลลิดุม ( Treponema pallidum ) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่รูปลักษณ์คล้ายเกลียวสว่าน ( Spirochete bacteria ) ชอบอยู่ในที่ที่มีความชื้น ตายง่ายหากอยู่ในที่ทีมีความแห้ง และ ถูกสบู่หรือยาฆ่าเชื้อ โดยการติดต่อของเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมาพัลลิดุม ( Treponema pallidum ) สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่ 1 รวมถึงการสัมผัสน้ำเหลืองที่ผิวหนังของผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่ 2 นอกจากนี้เชื้อยังสามารถติดจากแม่ไปสู่ลูกในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมาพัลลิดุม ( Treponema pallidum ) อ่อนแอและตายได้ง่าย ดังนั้น เชื้อจึงไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสมือหรือเสื้อผ้า การนั่งโถส้วม การจับลูกบิดประตู การใช้ช้อนส้อม การเล่นในอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกัน

หากกล่าวโดยสรุปแล้วแบคทีเรียทรีโพนีมาพัลลิดุม ( Treponema pallidum ) เป็นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่คนและแพร่เชื้อจากการสัมผัสเชื้อโรค ซึ่งการติดต่อสามารถรับเชื้อผ่าน 3 ช่องทาง คือ เพศสัมพันธ์ การสัมผัสน้ำเหลืองจากแผล และ การติดต่อจากแม่สู่ลูก

อาการของโรคซิฟิลิส

สำหรับการแสดงอาการของโรคซิฟิลิส ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการ แต่จะมีอาการผื่นขึ้น ตุ่มน้ำใสขึ้น บริเวรที่ลับ ริมฝีปาก ปวดตามข้อกระดูก และ มีแผลขึ้นตามตัว หากไม่รักษาจนเชื้อโรคเจ้าสู่กระแสเลือดจะส่งผลต่ออวัยวะร่างกายต่างๆ ทั้งสมอง หัวใจ ระบบประสาท ซึงการแบ่งระยะของอาการโรคซิฟิริส สามารถแบ่งได้ 4 ระยะ ประกอบด้วย คือ ระยะแรก ( Primary Syphilis ) ระยะที่สอง (Secondary Syphilis) ระยะแฝง  ( Latent Stage ) และระยะที่สาม  ( Tertiary stage ) โดยรายละอียดของระยะของอาการ มีดังนี้

  • โรคซิฟิลิสระยะแรก ( Primary Syphilis ) ผู้ป่วยมีแผล ลักษณะริมแผลแข็ง หลังจากนั้นไม่เกิน 90 วัน จะมืตุ่มแดงๆที่อวัยวะเพศ ไม่แสดงอาการเจ็บแต่ขอบแผลจะนูน ตำแหน่งที่พบแผลบ่อย คือ อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด และ ริมฝีปาก รวมถึงมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งกดแล้วไม่เจ็บ
  • โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 ( Secondary Syphilis ) จะแสดงอาการภายใน 180 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต ปวดตามข้อ มีผื่นสีแดงน้ำตาลขึ้นตามมือ เท้า แต่ไม่แสดงอาการคัน เกิดหูดในบริเวณที่อับชื้นของร่างกาย มีผื่นสีเทาจะขึ้นบริเวณปาก คอ และปากมดลูก ผมร่วง มีไข้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆ
  • โรคซิฟิลิสระยะแฝง ( Latent Stage ) ระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการของโรคให้เห็น ระยะนี้ผู้ป่วยจะทราบว่าเป็นโรคด้วยการตรวจเลือดเท่านั้น
  • โรคซิฟิลิสระยะที่สาม ( Tertiary stage ) ระยะนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่กระแสเลือดและไปทำลายอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น หัวใจ หลอดเลือด สมอง ระบบประสาทต่างๆ อาจทำให้ตาบอด หรือกระดูกหักง่าย ซึ่งระยะนี้เป็นระยะที่ไม่มีทางรักษาแล้ว

ภาวะแทรกซ้อนของโรคซิฟิลิส

หากเข้ารับการรักษาโรคซิฟิลิสอย่างทันท่วงที จะทำให้เกิดภาวะการเกิดดรคต่างๆต่อหัวใจและสมอง และสามารถทำให้เสียชีวิตในที่สุด โรคซิฟิลิสเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิตด้วย ซึ่งโรคที่มีสาเหตุจากการเกิดโรคซิฟิลิส มีดังนี้

  • โรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน หรือ ฉีกขาด ( Stroke )
  • โรคเยื่อหุ้มไขสันหลังอักเสบ ( Meningitis )
  • ความผิดปรกติการได้ยินเสียง
  • ความผิดปรกติการมองเห็น
  • ความจำเสื่อม
  • ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ( HIV ) คนที่ติดเชื้อซิฟิลิสทางการมีเพศสัมพันธ์ มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ได้มากถึง 2 – 5 เท่าของคนทั่วไป

การรักษาโรคซิฟิลิส

สำหรับแนวทางการรักษาโรคซิฟิลิส สามารถรักษาได้โดยการให้ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่งที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา แพลลิดัม ( Treponema pallidum ) และ ระหว่างการรักษาห้ามมีเพศสัมพันธ์ และต้องเข้ารับการตรวจเลือดตามระยะที่หมอกำหนดจนกว่าผลตรวจเลือดได้รับการยืนยันว่าหายขาดแน่นอนแล้ว

  • สำหรับผู้ป่วยซิฟิลิสในระยะที่ 1 และ 2 รักษาด้วยการฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน ( Benzathine penicillin ) ให้ในขนาด 2.4 ล้านยูนิตเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว (สำหรับระยะที่ 2 อาจฉีดซ้ำอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา) แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์อาจให้รับประทานยาเตตราไซคลีน (Tetracycline) ครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 15 วัน แต่ถ้ารับประทานยาเตตราไซคลีนไม่ได้ แพทย์จะให้รับประทานยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ในขนาดเดียวกันแทน นาน 15 วัน
  • สำหรับซิฟิลิสในระยะแฝง (เป็นมานานมากกว่า 2 ปี ตั้งแต่เริ่มเป็นแผลริมแข็ง) หรือแผลซิฟิลิสเรื้อรัง หรือซิฟิลิสเข้าระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular syphilis) แพทย์จะฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน (Benzathine penicillin) ให้ครั้งละ 2.4 ล้านยูนิตเข้ากล้ามเนื้อ เป็นจำนวน 3 ครั้ง โดยฉีดห่างกันทุก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์จะให้รับประทานยาเตตราไซคลีน (Tetracycline), ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) หรืออิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ในขนาดดังกล่าวข้างต้นแทน นาน 30 วัน
  • ในรายที่เป็นซิฟิลิสเข้าระบบประสาท (Neurosyphilis) แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี (Penicillin G) ให้ในขนาด 2-4 ล้านยูนิต เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 4 ชั่วโมง นาน 14 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์จะให้รับประทานยาดอกซีไซคลีน (Doxycycline) แทน โดยให้รับประทานครั้งละ 300 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน
  • สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคซิฟิลิส แพทย์จะให้การรักษาตามระยะของโรคเหมือนผู้ป่วยทั่วไป ถ้าผู้ป่วยแพ้ยาเพนิซิลลิน แพทย์จะให้รับประทานยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) แทน โดยให้รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 30 วัน
  • สำหรับซิฟิลิสแต่กำเนิด แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี (Penicillin G) ให้ในขนาดวันละ 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม โดยแบ่งให้วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน

การป้องกันโรคซิฟิลิส

สำหรับแนวทางการป้องกันโรคซิฟิลิส สามารถทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มีโอกาสในการรับเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา แพลลิดัม ( Treponema pallidum ) ซึ่งแนวทางการป้องกันโรค มีดังนี้

  • คู่นอนควรจะต้องแจ้งถึงสถานะการติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ รวมทั้งซิฟิลิส เพื่อจะได้ป้องกันการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติด เพราะจะทำให้ขาดสติและเพิ่มการมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงได้
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิส
  • หลีกเลี่ยงการเที่ยวหรือการสำส่อนทางเพศ และถ้าจะหลับนอนกับคนที่สงสัยว่าเป็นโรค ควรป้องกันการติดเชื้อโดยสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะช่วยป้องกันได้เกือบ 100%
  • แผลของอวัยวะเพศ เช่น ซิฟิลิส เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งที่ถุงยางครอบถึงหรือไม่ถึงได้ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซิฟิสได้
  • การใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารฆ่าเชื้ออสุจิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nonoxynol-9 นั้นไม่ได้ผลดีไปกว่าถุงยางที่ไม่มีสารชนิดนี้ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงไม่แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารชนิดนี้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งซิฟิลิสไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการล้างอวัยวะเพศ การปัสสาวะ หรือสวนล้างช่องคลอดทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและร่างกายอยู่เสมอ รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดีโดยการปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยลดโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ
  • ไปพบแพทย์เสมอเมื่อมีอาการดังกล่าว อย่ารักษาด้วยตัวเอง หรือไปพบแพทย์เมื่อมีความกังวลในอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงซิฟิลิส
โรคน่ารู้
ปัจจัยของการเกิดโรคต่างๆนั้น บางปัจจัยสามารถมองเห็นได้ แต่บางปัจจัยก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งปัจจัยการเกิดโรคมาจาก 3 ส่วน คือ มนุษย์ สิ่งแวดล้อม และ เชื้อโรคต่างๆที่ทำให้ร่างกายของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตผิดปรกติ
ไวรัสโคโลน่า โรคปอดอักเสบ โรคทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อ
โรคไวรัสโคโลน่า
โรคเอดส์ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โรคติดต่อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคเอดส์
โรคกระดูกพรุน โรคข้อและกระดูก โรคไม่ติดต่อ โรคผู้สูงอายุ
 โรคกระดูกพรุน
ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้ออักเสบ โรคไม่ติดต่อ โรคกระดูก
 โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคเก๊าท์ อาการโรคเก๊าท์ โรคข้อกระดูก รักษาเก๊าท์
 โรคเก๊าท์
ข้อเสื่อม โรต โรคข้อกระดูก
โรคข้อเสื่อม