ทักษะทางสังคมสำหรับลูกรัก 6 วิธีสอนลูกให้รู้จัก การรอคอย

ทักษะทางสังคมที่สำคัญทักษะหนึ่ง คือ การรู้จักรอคอย เด็กที่มีทักษะการเข้าสังคมสูงจะสามารถรอคอยได้นานขึ้น วิธีสอนลูกให้รู้จักการรอคอย พ่อแม่สามารถนำไปใช้ได้

ทักษะการเข้าสังคม การเลี้ยงลูก แม่และเด็ก ทักษะทางสังคม

ปัจจุบันโลกได้พัฒนามากขึ้น ความสะดวกสบาย ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาอย่างง่ายดาย ทำให้เด็กหลายคนกำลังมีปัญหา เรื่อง ความอดทน การพัฒนาทักษะการดำรงค์ชีวิต ทักษะหนึ่ง คือ ทักษะการเข้าสังคม การรอคอย จีงเป็นหนึ่งในทักษะการเข้าสังคมที่ลูกน้อยต้องรับมือ

ลักษณะของเด็ก Gen Z

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย มีลักษณะ คือ ชอบความสะดวกรวดเร็ว ไม่ชอบการรอคอย ใจร้อน และมีความอดทนต่ำ ซึ่งหากปล่อยให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้ย่อมส่งผลเสียในระยาวอย่างแน่นอน การจะแก้ไขพฤติกรรมของลูกได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องร่วมกันสร้างทิศทางและเป้าหมายในการสอนลูก (Direction) ให้รู้จักการรอคอย เด็กที่ขาดความอดทน ไม่รู้จักรอคอย ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง เคยชินกับการที่อยากได้อะไรต้องได้ทันที มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ ก็ไม่สามารถอดทนทำให้สำเร็จได้

ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่ตามใจมากจนเกินไป หรือขัดใจมากจนเกินไป ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการจะเอาชนะ กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม คุณพ่อคุณแม่จึงควรฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอย เพราะถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการเข้าสังคมของเด็กในอนาคต

วิธีการเลี้ยงลูกให้รับมือกับการรอคอย

สำหรับการฝึกลูกให้สามารถรอคอย อะไรได้นานมากขึ้น มีวิธีและข้อแนะนำ 6 วิธี มีดังนี้

  1. การไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ ควรบอกให้รู้ว่าเมื่อรอแล้วอีกไม่นานก็จะได้ ซึ่งจะค่อย ๆ ปลูกฝังว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้อะไรในทันทีทุกครั้งเสมอไป
  2. การบอกจุดสิ้นสุดของการรอคอยให้ชัดเจน เช่น “ถ้าอยากกินขนม ต้องกินข้าวให้เสร็จก่อน” เพื่อทำให้การอดทนรอคอยของเขามีจุดสิ้นสุด ไม่ใช่การรอแบบไม่มีจุดหมาย เช่น บอกลูกว่า “เดี๋ยวก่อน” หรือ “รอแป๊บนึง” เด็กจะไม่เข้าใจว่าต้องรอถึงเมื่อใด
  3. การช่วยลดความรู้สึกกระวนกระวายใจให้เด็กเมื่อต้องรอ หากลูกเริ่มมีท่าทีหงุดหงิด โมโห หรือกระวนกระวายเวลาที่ต้องคอยอะไรนาน ๆ อย่าดุ หรือตำหนิ เพราะจะยิ่งเป็นการ กระตุ้นความว้าวุ่นใจของเขาให้มากยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยลดความรู้สึกกระวนกระวายใจลงให้ได้ เช่น ชวนทำอย่างอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หรือ ถ้าเบี่ยงเบนไม่สำเร็จ ก็ปลอบใจลูกที่กำลังหงุดหงิดให้รู้สึกผ่อนคลาย
  4. การหากิจกรรมที่ต้องใช้ความอดทนทำด้วยกัน เช่น การวาดภาพ การต่อบล็อกไม้ ต่อเลโก้ ทำสิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ เพราะนอกจากฝึกความอดทนได้ดีแล้ว ยังเป็นการฝึกสมาธิให้ลูกได้เป็นอย่างดี
  5. การฝึกให้เด็กรู้จักรอคอย เช่น ให้ไปเล่นร่วมกับเด็กอื่น ๆ ที่ต้องมีการเข้าคิว พาลูกต่อแถวรอเข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้า เข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน หรือรอคิวซื้ออาหาร โดยชี้ให้เด็กเห็นว่าทุกคนต่างก็ต้องรอเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
  6. การแสดงความชื่นชม เมื่อถึงจุดสิ้นสุดการรอคอยแล้วลูกสามารถรอได้โดยไม่อาละวาด ด้วยคำพูด ท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง การชื่นชมเมื่อลูกรู้จักรอคอย เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เขาสามารถรอคอยในครั้งต่อไป การชื่นชมเมื่อลูกทำได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดการรอคอย จึงส่งผลดีต่อความรู้สึกของลูก และสามารถสร้างแรงจูงใจในการรออย่างถูกวิธี หรือทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ เช่น อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่ควรชื่นชมลูกด้วยนะคะ

เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานของครอบครัวที่แตกต่างกัน รวมถึง ลักษณะนิสัยต่างๆของเด็กแต่ละคน มีความแตกต่างกัน การฝึกให้รู้จักรับมือกับสถานการณ์ทางสังคมต่างๆของลูก จึงเป็นสิ่งจำเป็น ต้องเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับ ลักษณะของนิสัยส่วนตัว และ สภาพสิ่งแวดล้อมและสังคมของเด็กด้วย และ ที่สำคัญ คนที่จะขับเคลื่อนให้เด็กหนึ่งคนโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เป็นคนที่มีคุณภาพต่อสังคม คือ พ่อแม่ และ ครอบครัว

ลูกมีปัญหารอไม่เป็น ทักษะทางสังคม ที่สำคัณอย่างหนึ่ง คือ การรอคอย เด็กที่มี ทักษะการเข้าสังคม สูงจะสามารถรอคอยได้นานขึ้น ซึ่ง วิธีสอนลูกให้รู้จักการรอคอย มีวิธีแนะนำให้ พ่อแม่ สามารถนำไปใช้ได้ ดังนี้